จัดทำโดยนายทรรศนะ ก้อนแก้ว 5001208001
นายกฯเล็งลดการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เร็วขึ้น หากสถานการณ์ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง บอกขอรอดูอีกซักระยะ ระบุมีการหารือกับผู้กำหนดนโยบายแล้ว
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลกำลังพิจารณาจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการลดการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยจะติดตามตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจต่าง ๆ อีกระยะหนึ่ง ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะมีการลดการกระตุ้นเศรษฐกิจเร็วขึ้นจากที่เคยคาดไว้ หากข้อมูลต่างๆ บ่งชี้ว่าสถานการณ์ปรับตัวดีขึ้นมากแล้ว
"เราจะแสวงหาจังหวะเหมาะสมในการลดการกระตุ้นเศรษฐกิจว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่อย่างไร จะขอรอดูตัวชี้วัดซักระยะหนึ่ง มีความเป็นไปได้จะมีการลดการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยใช้ exit plan เร็วขึ้น ซึ่งได้พุดคุยกันบ้างแล้วกับผู้กำหนดนโยบาย"
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การจัดเก็บรายได้ภาครัฐที่เกินเป้าหมาย 2 แสนล้านบาท จะนำไปสู่การปรับแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่รัฐบาลคงจะไม่ดำเนินการเร็วจนเกินไป เพราะจะต้องมีการประคับประคองเศรษฐกิจควบคู่กันไปด้วย
ส่วนภาวะเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ การที่สหรัฐอเมริกาประกาศงบประมาณประจำปี 2554 ในระดับ 3.8 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งจะเน้นการสร้างงานเป็นหลัก และการที่จีนออกมาตรการเข้มงวด เพื่อชะลอความร้อนแรงของเศรษฐกิจ เป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงความไม่สมดุลของภาวะเศรษฐกิจโลก
การที่สหรัฐกำหนดการขาดดุลงบประมาณสูงเป็นประวัติการณ์ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลสหรัฐมองถึงความจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาการว่างงาน ซึ่งแต่ละประเทศก็ต้องตอบสนองการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าของตัวเอง ส่วนจะทำอย่างไรให้การแก้ไขปัญหาของประเทศต่าง ๆ เกิดความสมดุลกันนั้นก็มีเวที G20 ให้ประสานได้อยู่แล้ว
นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงค่าเงินบาทว่า ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่า แต่เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผ่อนคลายหหลักเกณฑ์เพื่อสนับสนุนกาสรไหลออกของเงิน ก็คงจะทำให้เงินบาทไม่แข็งค่าจนเกินไป
ที่มา. http://www.thaihomeonline.com/investment-news.php?id=001713 วันอังคารที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓
คำถาม
๑.สาเหตุใดที่จะมีการใช้ exit plan ให้เร็วขึ้น
๒.นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การจัดเก็บรายได้ภาครัฐที่เกินเป้าหมายที่กี่แสนล้านบาท ที่จะนำไปสู่การปรับแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจ
๓.ประเทศใดที่ประกาศงบประมาณประจำปี 2554 ในระดับ 3.8 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งจะเน้นการสร้างงานเป็นหลัก และการที่จีนออกมาตรการเข้มงวด เพื่อชะลอความร้อนแรงของเศรษฐกิจ เป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงความไม่สมดุลของภาวะเศรษฐกิจโลก
09 กุมภาพันธ์, 2553
ตลาดสินเชื่อ" เดือด แบงก์ใหญ่ตั้งเป้ากินรวบทุกเซ็กเมนต์
จัดทำโดย นายวิศรุฒ มิตรภาพ 5001208061
บรรยากาศ การแข่งขันของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในปีนี้เรียกได้ว่า มีความเข้มข้นและน่าติดตามค่อนข้างมาก เพราะด้วยบรรยากาศทางเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นเป็นลำดับ และสภาพคล่องที่มีอยู่มากถึง 2.12 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นตัวกดดันเรื่องต้นทุน ทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องตัดสินใจเร่งเครื่องปล่อยสินเชื่อปีนี้ในทุกกลุ่ม ลูกค้า
แบงก์บุกตลาดรีเทล ชูธง "เช่าซื้อ"
เริ่มที่ กลุ่มธุรกิจรายย่อย หรือ Retail แม้ปีที่ผ่านมาจะมีสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นตัวหลัก เพราะได้รับผลบวกจากมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ของภาครัฐ แต่มาถึงปีนี้ที่เครื่องยนต์ตัวนี้ติดแล้ว ธนาคารพาณิชย์ก็ยิ่งเร่งสปีดความเร็วให้วิ่งฉิวขึ้นไปอีก
ขณะที่ สินเชื่อรายย่อยอีกตัวที่ถือเป็นธงนำปีนี้คือ สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ (ลีสซิ่ง) ที่มองกันว่า ยอดขายรถยนต์ในปีนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 6 แสนคัน ยิ่งทำให้หลายธนาคารโดยเฉพาะธนาคารขนาดใหญ่ต่างมองกัน ตาเป็นมัน และพยายามที่จะเข้าไปช่วงชิงมาร์เก็ตแชร์
เริ่มจากธนาคารที่ค่อนข้าง ประกาศชัดเจนอย่าง "ไทยพาณิชย์" ที่ "กรรณิกา ชลิตอาภรณ์" กรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวว่า วันนี้ไทยพาณิชย์พร้อมแล้วที่จะเข้าไปบุกสินเชื่อรถกระบะและรถมือสอง เพราะรอบปีที่ผ่านมาได้ซื้อกิจการบริษัทสยามพาณิชย์ลีสซิ่งเข้ามาเป็นส่วน หนึ่งของธนาคารแล้ว พร้อมกับปรับปรุงระบบและกระบวนการทำงานจนพร้อมที่จะให้ความสำคัญกับสินเชื่อ เช่าซื้อรถยนต์มากขึ้น โดยวางเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อสุทธิไว้ที่ 8,000-10,000 ล้านบาท
นอกจากสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์แล้ว กรรณิกาบอกว่า สินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ปัจจุบันไทยพาณิชย์ครองมาร์เก็ตแชร์อยู่ 30% ก็จะเร่งเครื่องให้ขยายตัวขึ้นต่อเนื่องผ่านแคมเปญต่าง ๆ ที่จับมือร่วมกับพันธมิตร ดีเวลอปเปอร์
"สาเหตุที่เราบุกกลุ่มลูกค้าบุคคล ทั้งรถและบ้าน เพราะกลุ่มนี้สร้างรายได้ให้แบงก์มากกว่า 60% ของรายได้รวม" กรรณิการะบุ
อีก ธนาคารที่มองข้ามไม่ได้เรื่องสินเชื่อรถยนต์ก็คือ "ธนาคารกรุงศรีอยุธยา" ที่ วันนี้มี "จีอี แคปปิตอล ลีส และจีอี มันนี่ (ประเทศไทย)" เข้ามาอยู่ใต้ร่มเงา โดย "มาร์ค อาร์โนลด์" ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวว่า ปีนี้จะเป็นปีของการเติบโตจากภายใน จากปีก่อนเติบโตจากภายนอกจากการซื้อกิจการต่าง ๆ ซึ่งธนาคารจะนำธุรกิจต่าง ๆ ที่ซื้อเข้ามาต่อยอดธุรกิจ เพื่อให้ธนาคารเติบโตขึ้นในทุกส่วน
"ธนาคาร ต้องการให้ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการของธนาคารที่มีอยู่กว่า 9 ล้านราย มีการใช้ผลิตภัณฑ์ของธนาคารไม่ต่ำกว่า 3 ผลิตภัณฑ์ จากปัจจุบันไม่ถึง 2 ผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ไปสู่เป้าหมายธุรกิจรายย่อยเติบโต 3 เท่าของจีดีพี" นายอาร์โนลด์กล่าว
"กรุงไทย" ขอท้าชิงเจ้าตลาด SMEs
หัน มาที่ "สินเชื่อ SMEs" นอกจากปัจจุบันที่มีธนาคารกรุงเทพเป็นเจ้าตลาดแล้ว ด้วยพอร์ตกว่า 3.1 แสนล้านบาท ตามมาด้วยกสิกรไทย 2.7 แสนล้านบาท ธนาคารอันดับ 3 ที่มีพอร์ตกว่า 2 แสนล้านบาท ก็ประกาศท้ารบขอขึ้นเป็นอันดับ 1 ใน 3 ปี
โดย นายเวทย์ นุชเจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ที่ดูแลสินเชื่อ SMEs ของกรุงไทย บอกว่า นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ส่งสัญญาณมาแล้วว่า "ให้พวกเราฮึกเหิม" เพราะสินเชื่อ SMEs ไม่ใช่กรุงไทยเพิ่งมาเริ่มทำ ทำมานานแล้ว และรู้จักลูกค้าเป็นอย่างดี รู้ความต้องการของลูกค้า และ ตอนนี้เราก็พร้อมแล้วทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการทำงานที่ปรับใหม่ นำระบบ ไอทีมาจับการวิเคราะห์สินเชื่อในลักษณะกึ่งสกอริ่งในรายที่กู้ 10-20 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้การอนุมัติรวดเร็ว สองอาทิตย์อนุมัติเสร็จ
"วันนี้ จะชนะได้ ต้องเร็ว มีบริการที่ดี รู้ความต้องการลูกค้า และสนองตอบ ความต้องการลูกค้าได้ทันการ ฉะนั้นเมื่อเรามาถึงจุดที่เราพร้อมแล้วทุกอย่าง เราจึงมั่นใจที่จะลุย SMEs
ในปีนี้อย่างเต็มที่ ด้วยเป้าหมายที่จะขึ้นเป็นที่หนึ่งของตลาดนี้"
นาย เวทย์ยังกล่าวถึงภาวะการแข่งขันของธุรกิจ SMEs ในปีนี้ว่า รุนแรงและดุเดือดแข่งขันกันสุด ๆ ทั้งเรื่องไพรซิ่ง (ราคา) วงเงิน และบริการ เพราะทุกแบงก์ต่างหันลงมาเล่น SMEs กันหมด ขณะที่ การลงทุนใหม่ของลูกค้าไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก เมื่อเค้กที่ต้องช่วงชิงมีจำกัด การต่อสู้เพื่อ ให้เป็นผู้ชนะจึงดุเดือด
ขณะที่ธนาคารไทยพาณิชย์ แม้วันนี้จะมีพอร์ตลูกค้า SMEs เหลืออยู่เพียง 1.3 แสนล้านบาท จากการจัดกลุ่มลูกค้าใหม่ แต่ "กรรณิกา" ก็ลั่นวาจาแล้วว่า "ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไปไทยพาณิชย์จะให้ความสำคัญกับลูกค้าในกลุ่ม SMEs เพราะเป็นกลุ่มที่มีโอกาสเติบโตได้อีกมาก"
ฉะนั้นในทางลับที่เป็น การรู้กันภายใน จึงวางเป้าหมายการเติบโตของ SMEs ไว้ที่ 15-20% ขณะที่คนภายนอกรับรู้เพียงตัวเลข 4-7% ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีการเติบโตสูงกว่าเบอร์ 2 กสิกรไทยที่วางไว้ว่าโต 8-10% และ 3 ปี จะเพิ่มมาร์เก็ตแชร์เป็น 30% จาก 27%
รายใหญ่เกาะกระแสไทยเข้มแข็ง
สำหรับ ธุรกิจขนาดใหญ่ แม้จะมองกันว่า "มาบตาพุด" ได้สร้างความเสียหายให้กับธุรกิจขนาดใหญ่อย่างมากมาย โดยเฉพาะเรื่องความเชื่อมั่นที่ทำให้มีบางส่วนชะลอการลงทุนออกไป แต่ด้วยผลพวงที่เป็นผลบวกจากโครงการไทยเข้มแข็งของรัฐบาลที่พยายามจะใช้กลไก ของรัฐเป็นตัวขับเคลื่อนการลงทุน เพื่อลากดึงให้ธุรกิจเอกชนที่เกี่ยวเนื่องลงทุนและเติบโตไปด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มโรงไฟฟ้า รับเหมาก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง ก็ล้วนเป็นกลุ่มธุรกิจที่ธนาคารพาณิชย์หมายตาที่จะเข้าไปสนับ สนุนทาง การเงิน หรือแม้กระทั่งกลุ่มสินค้าส่งออก ที่มีการขยายตัวที่ดีขึ้น ทั้งกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ สินค้าเกษตร
การวางเป้า หมายการเติบโตของธุรกิจขนาดใหญ่ของเหล่าธนาคารจึงเป็นจุดสนใจของคนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นไทยพาณิชย์ที่ ตั้งเป้าการเติบโตของกลุ่มนี้ไว้ที่ 11-14% จากฐานสินเชื่อ 3.2 แสนล้านบาท และ กรุงศรีอยุธยาที่ตั้งเป้าเติบโต 1.5 เท่าของ จีดีพี และกสิกรไทย 3-4% เพื่อให้ฐาน สินเชื่อเพิ่มเป็น 3.02 แสนล้านบาท
ฉะนั้นหากวันนี้ระบบธนาคารพาณิชย์เริ่มทำหน้าที่ของตัว เองในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการปล่อยสินเชื่อในทุกภาคธุรกิจ บนพื้นฐานการวิเคราะห์สินเชื่อที่ดี มีมาตรฐาน เพื่อไม่ให้เป็นปัญหาในอนาคต และภาคธุรกิจผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นที่จะลงทุน ก็เชื่อว่าภาพรวมเศรษฐกิจของไทยในปีนี้ก็คงจะปรับตัวดีขึ้นเหมือนกับที่ ธปท.ประมาณการเติบโตไว้ที่ 3.3-5.3%
ที่มา. http://www.prachachat.net/view_news.php?newsid=02fin03010253§ionid=0206&day=2010-02-01 วันอังคารที่ ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๓
คำถาม
๑. สาเหตุที่เป็นตัวกดดันเรื่องต้นทุน ทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องตัดสินใจเร่งเครื่องปล่อยสินเชื่อปีนี้ในทุกกลุ่มลูกค้า
๒.กรรณิกา ชลิตอาภรณ์" กรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวว่า วันนี้ไทยพาณิชย์พร้อมแล้วที่จะเข้าไปบุกสินเชื่อรถกระบะและรถมือสอง เพราะรอบปีที่ผ่านมานั้นได้มีการทำสิ่งใด
๓.ในทางลับที่เป็น การรู้กันภายใน จึงวางเป้าหมายการเติบโตของ SMEs ไว้ที่กี่ % ในขณะที่คนภายนอกรับรู้เพียงตัวเลข 4-7% ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีการเติบโตสูงกว่าเบอร์ 2 กสิกรไทยที่วางไว้ว่าโต 8-10% และ 3 ปี จะเพิ่มมาร์เก็ตแชร์เป็นกี่ % จาก กี่%
บรรยากาศ การแข่งขันของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในปีนี้เรียกได้ว่า มีความเข้มข้นและน่าติดตามค่อนข้างมาก เพราะด้วยบรรยากาศทางเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นเป็นลำดับ และสภาพคล่องที่มีอยู่มากถึง 2.12 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นตัวกดดันเรื่องต้นทุน ทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องตัดสินใจเร่งเครื่องปล่อยสินเชื่อปีนี้ในทุกกลุ่ม ลูกค้า
แบงก์บุกตลาดรีเทล ชูธง "เช่าซื้อ"
เริ่มที่ กลุ่มธุรกิจรายย่อย หรือ Retail แม้ปีที่ผ่านมาจะมีสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นตัวหลัก เพราะได้รับผลบวกจากมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ของภาครัฐ แต่มาถึงปีนี้ที่เครื่องยนต์ตัวนี้ติดแล้ว ธนาคารพาณิชย์ก็ยิ่งเร่งสปีดความเร็วให้วิ่งฉิวขึ้นไปอีก
ขณะที่ สินเชื่อรายย่อยอีกตัวที่ถือเป็นธงนำปีนี้คือ สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ (ลีสซิ่ง) ที่มองกันว่า ยอดขายรถยนต์ในปีนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 6 แสนคัน ยิ่งทำให้หลายธนาคารโดยเฉพาะธนาคารขนาดใหญ่ต่างมองกัน ตาเป็นมัน และพยายามที่จะเข้าไปช่วงชิงมาร์เก็ตแชร์
เริ่มจากธนาคารที่ค่อนข้าง ประกาศชัดเจนอย่าง "ไทยพาณิชย์" ที่ "กรรณิกา ชลิตอาภรณ์" กรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวว่า วันนี้ไทยพาณิชย์พร้อมแล้วที่จะเข้าไปบุกสินเชื่อรถกระบะและรถมือสอง เพราะรอบปีที่ผ่านมาได้ซื้อกิจการบริษัทสยามพาณิชย์ลีสซิ่งเข้ามาเป็นส่วน หนึ่งของธนาคารแล้ว พร้อมกับปรับปรุงระบบและกระบวนการทำงานจนพร้อมที่จะให้ความสำคัญกับสินเชื่อ เช่าซื้อรถยนต์มากขึ้น โดยวางเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อสุทธิไว้ที่ 8,000-10,000 ล้านบาท
นอกจากสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์แล้ว กรรณิกาบอกว่า สินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ปัจจุบันไทยพาณิชย์ครองมาร์เก็ตแชร์อยู่ 30% ก็จะเร่งเครื่องให้ขยายตัวขึ้นต่อเนื่องผ่านแคมเปญต่าง ๆ ที่จับมือร่วมกับพันธมิตร ดีเวลอปเปอร์
"สาเหตุที่เราบุกกลุ่มลูกค้าบุคคล ทั้งรถและบ้าน เพราะกลุ่มนี้สร้างรายได้ให้แบงก์มากกว่า 60% ของรายได้รวม" กรรณิการะบุ
อีก ธนาคารที่มองข้ามไม่ได้เรื่องสินเชื่อรถยนต์ก็คือ "ธนาคารกรุงศรีอยุธยา" ที่ วันนี้มี "จีอี แคปปิตอล ลีส และจีอี มันนี่ (ประเทศไทย)" เข้ามาอยู่ใต้ร่มเงา โดย "มาร์ค อาร์โนลด์" ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวว่า ปีนี้จะเป็นปีของการเติบโตจากภายใน จากปีก่อนเติบโตจากภายนอกจากการซื้อกิจการต่าง ๆ ซึ่งธนาคารจะนำธุรกิจต่าง ๆ ที่ซื้อเข้ามาต่อยอดธุรกิจ เพื่อให้ธนาคารเติบโตขึ้นในทุกส่วน
"ธนาคาร ต้องการให้ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการของธนาคารที่มีอยู่กว่า 9 ล้านราย มีการใช้ผลิตภัณฑ์ของธนาคารไม่ต่ำกว่า 3 ผลิตภัณฑ์ จากปัจจุบันไม่ถึง 2 ผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ไปสู่เป้าหมายธุรกิจรายย่อยเติบโต 3 เท่าของจีดีพี" นายอาร์โนลด์กล่าว
"กรุงไทย" ขอท้าชิงเจ้าตลาด SMEs
หัน มาที่ "สินเชื่อ SMEs" นอกจากปัจจุบันที่มีธนาคารกรุงเทพเป็นเจ้าตลาดแล้ว ด้วยพอร์ตกว่า 3.1 แสนล้านบาท ตามมาด้วยกสิกรไทย 2.7 แสนล้านบาท ธนาคารอันดับ 3 ที่มีพอร์ตกว่า 2 แสนล้านบาท ก็ประกาศท้ารบขอขึ้นเป็นอันดับ 1 ใน 3 ปี
โดย นายเวทย์ นุชเจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ที่ดูแลสินเชื่อ SMEs ของกรุงไทย บอกว่า นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ส่งสัญญาณมาแล้วว่า "ให้พวกเราฮึกเหิม" เพราะสินเชื่อ SMEs ไม่ใช่กรุงไทยเพิ่งมาเริ่มทำ ทำมานานแล้ว และรู้จักลูกค้าเป็นอย่างดี รู้ความต้องการของลูกค้า และ ตอนนี้เราก็พร้อมแล้วทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการทำงานที่ปรับใหม่ นำระบบ ไอทีมาจับการวิเคราะห์สินเชื่อในลักษณะกึ่งสกอริ่งในรายที่กู้ 10-20 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้การอนุมัติรวดเร็ว สองอาทิตย์อนุมัติเสร็จ
"วันนี้ จะชนะได้ ต้องเร็ว มีบริการที่ดี รู้ความต้องการลูกค้า และสนองตอบ ความต้องการลูกค้าได้ทันการ ฉะนั้นเมื่อเรามาถึงจุดที่เราพร้อมแล้วทุกอย่าง เราจึงมั่นใจที่จะลุย SMEs
ในปีนี้อย่างเต็มที่ ด้วยเป้าหมายที่จะขึ้นเป็นที่หนึ่งของตลาดนี้"
นาย เวทย์ยังกล่าวถึงภาวะการแข่งขันของธุรกิจ SMEs ในปีนี้ว่า รุนแรงและดุเดือดแข่งขันกันสุด ๆ ทั้งเรื่องไพรซิ่ง (ราคา) วงเงิน และบริการ เพราะทุกแบงก์ต่างหันลงมาเล่น SMEs กันหมด ขณะที่ การลงทุนใหม่ของลูกค้าไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก เมื่อเค้กที่ต้องช่วงชิงมีจำกัด การต่อสู้เพื่อ ให้เป็นผู้ชนะจึงดุเดือด
ขณะที่ธนาคารไทยพาณิชย์ แม้วันนี้จะมีพอร์ตลูกค้า SMEs เหลืออยู่เพียง 1.3 แสนล้านบาท จากการจัดกลุ่มลูกค้าใหม่ แต่ "กรรณิกา" ก็ลั่นวาจาแล้วว่า "ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไปไทยพาณิชย์จะให้ความสำคัญกับลูกค้าในกลุ่ม SMEs เพราะเป็นกลุ่มที่มีโอกาสเติบโตได้อีกมาก"
ฉะนั้นในทางลับที่เป็น การรู้กันภายใน จึงวางเป้าหมายการเติบโตของ SMEs ไว้ที่ 15-20% ขณะที่คนภายนอกรับรู้เพียงตัวเลข 4-7% ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีการเติบโตสูงกว่าเบอร์ 2 กสิกรไทยที่วางไว้ว่าโต 8-10% และ 3 ปี จะเพิ่มมาร์เก็ตแชร์เป็น 30% จาก 27%
รายใหญ่เกาะกระแสไทยเข้มแข็ง
สำหรับ ธุรกิจขนาดใหญ่ แม้จะมองกันว่า "มาบตาพุด" ได้สร้างความเสียหายให้กับธุรกิจขนาดใหญ่อย่างมากมาย โดยเฉพาะเรื่องความเชื่อมั่นที่ทำให้มีบางส่วนชะลอการลงทุนออกไป แต่ด้วยผลพวงที่เป็นผลบวกจากโครงการไทยเข้มแข็งของรัฐบาลที่พยายามจะใช้กลไก ของรัฐเป็นตัวขับเคลื่อนการลงทุน เพื่อลากดึงให้ธุรกิจเอกชนที่เกี่ยวเนื่องลงทุนและเติบโตไปด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มโรงไฟฟ้า รับเหมาก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง ก็ล้วนเป็นกลุ่มธุรกิจที่ธนาคารพาณิชย์หมายตาที่จะเข้าไปสนับ สนุนทาง การเงิน หรือแม้กระทั่งกลุ่มสินค้าส่งออก ที่มีการขยายตัวที่ดีขึ้น ทั้งกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ สินค้าเกษตร
การวางเป้า หมายการเติบโตของธุรกิจขนาดใหญ่ของเหล่าธนาคารจึงเป็นจุดสนใจของคนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นไทยพาณิชย์ที่ ตั้งเป้าการเติบโตของกลุ่มนี้ไว้ที่ 11-14% จากฐานสินเชื่อ 3.2 แสนล้านบาท และ กรุงศรีอยุธยาที่ตั้งเป้าเติบโต 1.5 เท่าของ จีดีพี และกสิกรไทย 3-4% เพื่อให้ฐาน สินเชื่อเพิ่มเป็น 3.02 แสนล้านบาท
ฉะนั้นหากวันนี้ระบบธนาคารพาณิชย์เริ่มทำหน้าที่ของตัว เองในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการปล่อยสินเชื่อในทุกภาคธุรกิจ บนพื้นฐานการวิเคราะห์สินเชื่อที่ดี มีมาตรฐาน เพื่อไม่ให้เป็นปัญหาในอนาคต และภาคธุรกิจผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นที่จะลงทุน ก็เชื่อว่าภาพรวมเศรษฐกิจของไทยในปีนี้ก็คงจะปรับตัวดีขึ้นเหมือนกับที่ ธปท.ประมาณการเติบโตไว้ที่ 3.3-5.3%
ที่มา. http://www.prachachat.net/view_news.php?newsid=02fin03010253§ionid=0206&day=2010-02-01 วันอังคารที่ ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๓
คำถาม
๑. สาเหตุที่เป็นตัวกดดันเรื่องต้นทุน ทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องตัดสินใจเร่งเครื่องปล่อยสินเชื่อปีนี้ในทุกกลุ่มลูกค้า
๒.กรรณิกา ชลิตอาภรณ์" กรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวว่า วันนี้ไทยพาณิชย์พร้อมแล้วที่จะเข้าไปบุกสินเชื่อรถกระบะและรถมือสอง เพราะรอบปีที่ผ่านมานั้นได้มีการทำสิ่งใด
๓.ในทางลับที่เป็น การรู้กันภายใน จึงวางเป้าหมายการเติบโตของ SMEs ไว้ที่กี่ % ในขณะที่คนภายนอกรับรู้เพียงตัวเลข 4-7% ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีการเติบโตสูงกว่าเบอร์ 2 กสิกรไทยที่วางไว้ว่าโต 8-10% และ 3 ปี จะเพิ่มมาร์เก็ตแชร์เป็นกี่ % จาก กี่%
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
