09 กุมภาพันธ์, 2553

นายกฯเล็งลดการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เร็วขึ้น

จัดทำโดยนายทรรศนะ ก้อนแก้ว 5001208001

นายกฯเล็งลดการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เร็วขึ้น หากสถานการณ์ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง บอกขอรอดูอีกซักระยะ ระบุมีการหารือกับผู้กำหนดนโยบายแล้ว

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลกำลังพิจารณาจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการลดการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยจะติดตามตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจต่าง ๆ อีกระยะหนึ่ง ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะมีการลดการกระตุ้นเศรษฐกิจเร็วขึ้นจากที่เคยคาดไว้ หากข้อมูลต่างๆ บ่งชี้ว่าสถานการณ์ปรับตัวดีขึ้นมากแล้ว

"เราจะแสวงหาจังหวะเหมาะสมในการลดการกระตุ้นเศรษฐกิจว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่อย่างไร จะขอรอดูตัวชี้วัดซักระยะหนึ่ง มีความเป็นไปได้จะมีการลดการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยใช้ exit plan เร็วขึ้น ซึ่งได้พุดคุยกันบ้างแล้วกับผู้กำหนดนโยบาย"

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การจัดเก็บรายได้ภาครัฐที่เกินเป้าหมาย 2 แสนล้านบาท จะนำไปสู่การปรับแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่รัฐบาลคงจะไม่ดำเนินการเร็วจนเกินไป เพราะจะต้องมีการประคับประคองเศรษฐกิจควบคู่กันไปด้วย

ส่วนภาวะเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ การที่สหรัฐอเมริกาประกาศงบประมาณประจำปี 2554 ในระดับ 3.8 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งจะเน้นการสร้างงานเป็นหลัก และการที่จีนออกมาตรการเข้มงวด เพื่อชะลอความร้อนแรงของเศรษฐกิจ เป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงความไม่สมดุลของภาวะเศรษฐกิจโลก

การที่สหรัฐกำหนดการขาดดุลงบประมาณสูงเป็นประวัติการณ์ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลสหรัฐมองถึงความจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาการว่างงาน ซึ่งแต่ละประเทศก็ต้องตอบสนองการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าของตัวเอง ส่วนจะทำอย่างไรให้การแก้ไขปัญหาของประเทศต่าง ๆ เกิดความสมดุลกันนั้นก็มีเวที G20 ให้ประสานได้อยู่แล้ว

นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงค่าเงินบาทว่า ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่า แต่เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผ่อนคลายหหลักเกณฑ์เพื่อสนับสนุนกาสรไหลออกของเงิน ก็คงจะทำให้เงินบาทไม่แข็งค่าจนเกินไป

ที่มา. http://www.thaihomeonline.com/investment-news.php?id=001713 วันอังคารที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓

คำถาม
๑.สาเหตุใดที่จะมีการใช้ exit plan ให้เร็วขึ้น

๒.นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การจัดเก็บรายได้ภาครัฐที่เกินเป้าหมายที่กี่แสนล้านบาท ที่จะนำไปสู่การปรับแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจ

๓.ประเทศใดที่ประกาศงบประมาณประจำปี 2554 ในระดับ 3.8 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งจะเน้นการสร้างงานเป็นหลัก และการที่จีนออกมาตรการเข้มงวด เพื่อชะลอความร้อนแรงของเศรษฐกิจ เป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงความไม่สมดุลของภาวะเศรษฐกิจโลก

ตลาดสินเชื่อ" เดือด แบงก์ใหญ่ตั้งเป้ากินรวบทุกเซ็กเมนต์

จัดทำโดย นายวิศรุฒ มิตรภาพ 5001208061

บรรยากาศ การแข่งขันของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในปีนี้เรียกได้ว่า มีความเข้มข้นและน่าติดตามค่อนข้างมาก เพราะด้วยบรรยากาศทางเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นเป็นลำดับ และสภาพคล่องที่มีอยู่มากถึง 2.12 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นตัวกดดันเรื่องต้นทุน ทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องตัดสินใจเร่งเครื่องปล่อยสินเชื่อปีนี้ในทุกกลุ่ม ลูกค้า

แบงก์บุกตลาดรีเทล ชูธง "เช่าซื้อ"

เริ่มที่ กลุ่มธุรกิจรายย่อย หรือ Retail แม้ปีที่ผ่านมาจะมีสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นตัวหลัก เพราะได้รับผลบวกจากมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ของภาครัฐ แต่มาถึงปีนี้ที่เครื่องยนต์ตัวนี้ติดแล้ว ธนาคารพาณิชย์ก็ยิ่งเร่งสปีดความเร็วให้วิ่งฉิวขึ้นไปอีก

ขณะที่ สินเชื่อรายย่อยอีกตัวที่ถือเป็นธงนำปีนี้คือ สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ (ลีสซิ่ง) ที่มองกันว่า ยอดขายรถยนต์ในปีนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 6 แสนคัน ยิ่งทำให้หลายธนาคารโดยเฉพาะธนาคารขนาดใหญ่ต่างมองกัน ตาเป็นมัน และพยายามที่จะเข้าไปช่วงชิงมาร์เก็ตแชร์

เริ่มจากธนาคารที่ค่อนข้าง ประกาศชัดเจนอย่าง "ไทยพาณิชย์" ที่ "กรรณิกา ชลิตอาภรณ์" กรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวว่า วันนี้ไทยพาณิชย์พร้อมแล้วที่จะเข้าไปบุกสินเชื่อรถกระบะและรถมือสอง เพราะรอบปีที่ผ่านมาได้ซื้อกิจการบริษัทสยามพาณิชย์ลีสซิ่งเข้ามาเป็นส่วน หนึ่งของธนาคารแล้ว พร้อมกับปรับปรุงระบบและกระบวนการทำงานจนพร้อมที่จะให้ความสำคัญกับสินเชื่อ เช่าซื้อรถยนต์มากขึ้น โดยวางเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อสุทธิไว้ที่ 8,000-10,000 ล้านบาท

นอกจากสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์แล้ว กรรณิกาบอกว่า สินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ปัจจุบันไทยพาณิชย์ครองมาร์เก็ตแชร์อยู่ 30% ก็จะเร่งเครื่องให้ขยายตัวขึ้นต่อเนื่องผ่านแคมเปญต่าง ๆ ที่จับมือร่วมกับพันธมิตร ดีเวลอปเปอร์

"สาเหตุที่เราบุกกลุ่มลูกค้าบุคคล ทั้งรถและบ้าน เพราะกลุ่มนี้สร้างรายได้ให้แบงก์มากกว่า 60% ของรายได้รวม" กรรณิการะบุ

อีก ธนาคารที่มองข้ามไม่ได้เรื่องสินเชื่อรถยนต์ก็คือ "ธนาคารกรุงศรีอยุธยา" ที่ วันนี้มี "จีอี แคปปิตอล ลีส และจีอี มันนี่ (ประเทศไทย)" เข้ามาอยู่ใต้ร่มเงา โดย "มาร์ค อาร์โนลด์" ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวว่า ปีนี้จะเป็นปีของการเติบโตจากภายใน จากปีก่อนเติบโตจากภายนอกจากการซื้อกิจการต่าง ๆ ซึ่งธนาคารจะนำธุรกิจต่าง ๆ ที่ซื้อเข้ามาต่อยอดธุรกิจ เพื่อให้ธนาคารเติบโตขึ้นในทุกส่วน

"ธนาคาร ต้องการให้ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการของธนาคารที่มีอยู่กว่า 9 ล้านราย มีการใช้ผลิตภัณฑ์ของธนาคารไม่ต่ำกว่า 3 ผลิตภัณฑ์ จากปัจจุบันไม่ถึง 2 ผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ไปสู่เป้าหมายธุรกิจรายย่อยเติบโต 3 เท่าของจีดีพี" นายอาร์โนลด์กล่าว

"กรุงไทย" ขอท้าชิงเจ้าตลาด SMEs

หัน มาที่ "สินเชื่อ SMEs" นอกจากปัจจุบันที่มีธนาคารกรุงเทพเป็นเจ้าตลาดแล้ว ด้วยพอร์ตกว่า 3.1 แสนล้านบาท ตามมาด้วยกสิกรไทย 2.7 แสนล้านบาท ธนาคารอันดับ 3 ที่มีพอร์ตกว่า 2 แสนล้านบาท ก็ประกาศท้ารบขอขึ้นเป็นอันดับ 1 ใน 3 ปี

โดย นายเวทย์ นุชเจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ที่ดูแลสินเชื่อ SMEs ของกรุงไทย บอกว่า นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ส่งสัญญาณมาแล้วว่า "ให้พวกเราฮึกเหิม" เพราะสินเชื่อ SMEs ไม่ใช่กรุงไทยเพิ่งมาเริ่มทำ ทำมานานแล้ว และรู้จักลูกค้าเป็นอย่างดี รู้ความต้องการของลูกค้า และ ตอนนี้เราก็พร้อมแล้วทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการทำงานที่ปรับใหม่ นำระบบ ไอทีมาจับการวิเคราะห์สินเชื่อในลักษณะกึ่งสกอริ่งในรายที่กู้ 10-20 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้การอนุมัติรวดเร็ว สองอาทิตย์อนุมัติเสร็จ

"วันนี้ จะชนะได้ ต้องเร็ว มีบริการที่ดี รู้ความต้องการลูกค้า และสนองตอบ ความต้องการลูกค้าได้ทันการ ฉะนั้นเมื่อเรามาถึงจุดที่เราพร้อมแล้วทุกอย่าง เราจึงมั่นใจที่จะลุย SMEs

ในปีนี้อย่างเต็มที่ ด้วยเป้าหมายที่จะขึ้นเป็นที่หนึ่งของตลาดนี้"

นาย เวทย์ยังกล่าวถึงภาวะการแข่งขันของธุรกิจ SMEs ในปีนี้ว่า รุนแรงและดุเดือดแข่งขันกันสุด ๆ ทั้งเรื่องไพรซิ่ง (ราคา) วงเงิน และบริการ เพราะทุกแบงก์ต่างหันลงมาเล่น SMEs กันหมด ขณะที่ การลงทุนใหม่ของลูกค้าไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก เมื่อเค้กที่ต้องช่วงชิงมีจำกัด การต่อสู้เพื่อ ให้เป็นผู้ชนะจึงดุเดือด

ขณะที่ธนาคารไทยพาณิชย์ แม้วันนี้จะมีพอร์ตลูกค้า SMEs เหลืออยู่เพียง 1.3 แสนล้านบาท จากการจัดกลุ่มลูกค้าใหม่ แต่ "กรรณิกา" ก็ลั่นวาจาแล้วว่า "ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไปไทยพาณิชย์จะให้ความสำคัญกับลูกค้าในกลุ่ม SMEs เพราะเป็นกลุ่มที่มีโอกาสเติบโตได้อีกมาก"

ฉะนั้นในทางลับที่เป็น การรู้กันภายใน จึงวางเป้าหมายการเติบโตของ SMEs ไว้ที่ 15-20% ขณะที่คนภายนอกรับรู้เพียงตัวเลข 4-7% ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีการเติบโตสูงกว่าเบอร์ 2 กสิกรไทยที่วางไว้ว่าโต 8-10% และ 3 ปี จะเพิ่มมาร์เก็ตแชร์เป็น 30% จาก 27%

รายใหญ่เกาะกระแสไทยเข้มแข็ง

สำหรับ ธุรกิจขนาดใหญ่ แม้จะมองกันว่า "มาบตาพุด" ได้สร้างความเสียหายให้กับธุรกิจขนาดใหญ่อย่างมากมาย โดยเฉพาะเรื่องความเชื่อมั่นที่ทำให้มีบางส่วนชะลอการลงทุนออกไป แต่ด้วยผลพวงที่เป็นผลบวกจากโครงการไทยเข้มแข็งของรัฐบาลที่พยายามจะใช้กลไก ของรัฐเป็นตัวขับเคลื่อนการลงทุน เพื่อลากดึงให้ธุรกิจเอกชนที่เกี่ยวเนื่องลงทุนและเติบโตไปด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มโรงไฟฟ้า รับเหมาก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง ก็ล้วนเป็นกลุ่มธุรกิจที่ธนาคารพาณิชย์หมายตาที่จะเข้าไปสนับ สนุนทาง การเงิน หรือแม้กระทั่งกลุ่มสินค้าส่งออก ที่มีการขยายตัวที่ดีขึ้น ทั้งกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ สินค้าเกษตร

การวางเป้า หมายการเติบโตของธุรกิจขนาดใหญ่ของเหล่าธนาคารจึงเป็นจุดสนใจของคนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นไทยพาณิชย์ที่ ตั้งเป้าการเติบโตของกลุ่มนี้ไว้ที่ 11-14% จากฐานสินเชื่อ 3.2 แสนล้านบาท และ กรุงศรีอยุธยาที่ตั้งเป้าเติบโต 1.5 เท่าของ จีดีพี และกสิกรไทย 3-4% เพื่อให้ฐาน สินเชื่อเพิ่มเป็น 3.02 แสนล้านบาท

ฉะนั้นหากวันนี้ระบบธนาคารพาณิชย์เริ่มทำหน้าที่ของตัว เองในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการปล่อยสินเชื่อในทุกภาคธุรกิจ บนพื้นฐานการวิเคราะห์สินเชื่อที่ดี มีมาตรฐาน เพื่อไม่ให้เป็นปัญหาในอนาคต และภาคธุรกิจผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นที่จะลงทุน ก็เชื่อว่าภาพรวมเศรษฐกิจของไทยในปีนี้ก็คงจะปรับตัวดีขึ้นเหมือนกับที่ ธปท.ประมาณการเติบโตไว้ที่ 3.3-5.3%

ที่มา. http://www.prachachat.net/view_news.php?newsid=02fin03010253§ionid=0206&day=2010-02-01 วันอังคารที่ ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๓

คำถาม
๑. สาเหตุที่เป็นตัวกดดันเรื่องต้นทุน ทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องตัดสินใจเร่งเครื่องปล่อยสินเชื่อปีนี้ในทุกกลุ่มลูกค้า

๒.กรรณิกา ชลิตอาภรณ์" กรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวว่า วันนี้ไทยพาณิชย์พร้อมแล้วที่จะเข้าไปบุกสินเชื่อรถกระบะและรถมือสอง เพราะรอบปีที่ผ่านมานั้นได้มีการทำสิ่งใด

๓.ในทางลับที่เป็น การรู้กันภายใน จึงวางเป้าหมายการเติบโตของ SMEs ไว้ที่กี่ % ในขณะที่คนภายนอกรับรู้เพียงตัวเลข 4-7% ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีการเติบโตสูงกว่าเบอร์ 2 กสิกรไทยที่วางไว้ว่าโต 8-10% และ 3 ปี จะเพิ่มมาร์เก็ตแชร์เป็นกี่ % จาก กี่%

26 มกราคม, 2553

คอเหล้าอ่วม!สรรพสามิตจ่อขึ้นภาษีตามดีกรี

จัดทำโดย นส.เบญจรี คงเกษม 5001208058

สามิตเตรียมขึ้นภาษีเหล้าตามดีกรี ส่วนมาตรการภาษีส่งเสริมรถยนต์อีโคคาร์-ไฮบริด คาดสรุปภายในเดือนม.ค. ก่อนชงเข้าครม. หนุนใช้พลังงานทดแทน


นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า หลังจากภาวะเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้นต่อเนื่อง จึงได้ตั้งเป้าหมายจัดเก็บภาษีในปีงบประมาณ 2553 ไว้ที่ 360,000 ล้านบาท เพิ่มจากปีงบประมาณ 2552 ซึ่งจัดเก็บได้ 290,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังไม่มีนโยบายปรับเพิ่มภาษีสรรพสามิตประเภทต่าง ๆ ในช่วงนี้ เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการฟื้นฟูกิจการจากปัญหาวิกฤติในช่วงที่ผ่านมา แต่มีภาษีสรรพสามิตบางรายการที่ต้องปรับขึ้น เพื่อวัตถุประสงค์ด้านสุขภาพของประชาชน เหมือนกับสหภาพยุโรป (อียู) ด้วยการจัดเก็บภาษีสุรา เบียร์ ที่มีดีกรีสูงในอัตราเพิ่มขึ้น หากเครื่องดื่มประเภทใดดีกรีต่ำจะเก็บภาษี ถูก เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบทางสุขภาพ

"ยอมรับว่าอาจทำให้สุราที่มีดีกรี สูง ราคาปรับขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่งจะทำให้มีผู้ดื่มสุราดีกรีสูงน้อยลง หันมาดื่มสุราที่มีดีกรีต่ำลง ซึ่งหลายประเทศจะใช้แนวทางกฎหมายเป็นเครื่องมือในการ บังคับการดื่มสุราในทางอ้อม"

นายอารีพงศ์ กล่าวว่า กระทรวงการคลังกำลังพิจารณาปรับลดภาษีสรรพสามิตเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการ ให้มีความเข้มแข็งและสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศมากขึ้น หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจมอบหมายให้กระทรวงการคลังร่วม กับกระทรวงพลังงาน และกระทรวงอุตสาหกรรม ศึกษาการใช้มาตรการภาษีส่งเสริมผู้ประกอบการ ผลักดันให้ประชาชนหันมาใช้รถยนต์พลังงานทดแทนทั้ง E85 E 20 รถยนต์อีโคคาร์ รถยนต์ไฮบริด โดยพิจารณาลดภาษีนำเข้าอุปกรณ์และภาษีในด้านต่าง ๆ ส่งเสริมผู้ประกอบการเหมือนกับเอ็นจีวี

ทั้งนี้ คาดว่าแนวทางในการปรับเปลี่ยนภาษีดึงดูดให้ทั้งภาคเอกชนและประชาชนมาใช้ พลังงานทดแทนมากขึ้นจะได้ข้อสรุปประมาณสิ้นเดือนนี้ จากนั้นจะเสนอที่ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณา และการลดภาษีเพื่อสนับสนุนพลังงานทดแทนไม่กระทบต่อฐานะทางการคลังเพราะลด ภาษีสัดส่วนที่ไม่มากเท่าใดนัก

ขณะเดียวกัน เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการส่งออกให้มีภาระต้นทุนลดลงและสามารถแข่งขันกับ ประเทศคู่แข่งได้ จึงเสนอกระทรวงการคลังพิจารณายกเว้นการจัดเก็บภาษีแบตเตอรี่ เนื่องจากแบตเตอรี่เป็นวัตถุดิบในสินค้าต่าง ๆ เช่น โทรศัพท์เคลื่อนที่ นาฬิกา ตุ๊กตา และเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายประเภท โดยแบตเตอรี่เป็นสินค้าที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตด้วย ปัจจุบันจัดเก็บในอัตรา 10%

การยกเว้นภาษีดังกล่าวกระทบรายได้ไม่มากนัก เพราะรายได้ภาษีจากแบตเตอรี่อยู่ประมาณปีละ 1,400 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นภาษีจากแบตเตอรี่รถยนต์มากที่สุด หากยกเว้นภาษีจะทำให้ส่งออกสินค้าที่ใช้แบตเตอรี่เป็นส่วนประกอบไปยังต่าง ประเทศได้มากขึ้น และจะทำให้จัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลมากขึ้นอีกทางหนึ่ง

อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวอีกว่า กรมสรรพสามิตยังเตรียมยกเลิกจัดเก็บภาษีแก้วคริสตัล ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ เนื่องจากการผลิตดังกล่าวส่วนใหญ่มุ่งเพื่อการส่งออกและการยกเว้นภาษีจะช่วย ลดต้นทุนให้ผู้ส่งออกมากขึ้น โดยภาษีที่จัดเก็บได้จากแก้วคริสตัลประมาณ 70 ล้านบาทเท่านั้น

ที่มา .http://www.thaihomeonline.com/investment-news.php?id=001684

คำถาม

๑.หลังจากภาวะเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้นต่อเนื่อง จึงได้ตั้งเป้าหมายจัดเก็บภาษีในปีงบประมาณ 2553 ไว้ที่ 360,000 ล้านบาท เพิ่มจากปีงบประมาณ 2552 ซึ่งจัดเก็บได้เท่าไหร่

๒.เหตุที่กระทรวงการคลังไม่มีนโยบายปรับเพิ่มภาษีสรรพสามิตประเภทต่าง ๆ ในช่วงนี้ เพื่ออะไร

๓.หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจมอบหมายให้กระทรวงการคลังร่วม กับกระทรวงพลังงาน และกระทรวงอุตสาหกรรม ศึกษาการใช้มาตรการภาษีส่งเสริมผู้ประกอบการ ผลักดันให้ประชาชนนั้นทำสิ่งใด

ประกัน45บริษัทจ่อเข้าตลาดหุ้น

จัดทำโดยนายทรรศนะ ก้อนแก้ว 5001208001





จับตาปี 2553 บริษัทประกันวินาศภัย 45 แห่งเตรียมแต่งตัวแปลงเป็นบริษัทมหาชน เพิ่มทุนรองรับเกณฑ์คปภ.
นายพุทธิพงษ์ ด่านบุญสุต ประธานคณะกรรมการกฎหมายและกฎระเบียบ สมาคมประกันวินาศภัย เปิดเผยว่า ปี 2553 จะเป็นปีที่บริษัทประกันวินาศภัยจำนวน 45 แห่ง เตรียมตัวเพื่อแปลงสภาพเป็นบริษัทมหาชนตามกฎของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและ ส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ที่ต้องดำเนินการภายใน 5 ปี

หากไม่ดำเนินการแปลงสภาพเป็นมหาชนในเวลาดังกล่าว จะต้องหยุดขยายกิจการ และมีเวลาในการแปลงสภาพเป็นมหาชนรอบ 2 ภายในเวลา 3 ปี ซึ่งจะส่งผลกระทบให้ขาดสภาพคล่อง เพราะเมื่อไม่ขยายกิจการจะขาดสภาพคล่องและเงินหมุนเวียนในกิจการ

ทั้งนี้ สมาคมจะช่วยเหลือบริษัทประกันวินาศภัยด้วยการร่วมมือกับทางตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในการเข้ามาให้คำปรึกษาแนะนำถึงวิธีการที่ถูกต้องเรื่องการแปลงสภาพเป็น บริษัทมหาชน

นอกจากนี้ บริษัทประกันวินาศภัยยังต้องเผชิญกับการดำรงเงินกองทุนตามความเสี่ยงแต่ละ ประเภท (RBC) ที่จะต้องมีเงินกองทุนให้เพียงพอ ซึ่งขณะนี้ยังไม่กำหนดออกมาแน่ชัด แต่จะทำให้บริษัทประกันภัยหลายแห่งต้องเพิ่มทุน เพื่อให้เงินกองทุนเพียงพอ โดยผลการทดลองดำรงเงินกองทุนตามความเสี่ยงแต่ละประเภทในช่วงปลายปี 2552 พบว่าส่วนใหญ่เงินกองทุนไม่เพียงพอ

นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า แนวโน้มที่บริษัทประกันวินาศภัยจะต้องเพิ่มทุนใหม่มีสูง ซึ่งการเพิ่มทุนมี 2 วิธี คือ หานายทุนที่มีเงินสดเพียงพอที่จะคอยเติมให้บริษัทตลอดเวลา กับการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งวิธีแรกมีความเป็นไปได้น้อยในสภาพปัจจุบัน จึงเหลือการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งตามเกณฑ์จะต้องมีกำไรติดต่อกัน 3 ปี ดังนั้นปีนี้จึงเป็นเวลาที่จะต้องจัดทำระบบบัญชีให้ได้มาตรฐาน และวางแผนในการดำเนินธุรกิจเพื่อให้มีกำไร

นอกจากนี้ บริษัทประกันวินาศภัยที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อยู่แล้ว 23 แห่ง อาจจะมีการเพิ่มทุนอีกรอบ เพื่อระดมเงินไว้รองรับเกณฑ์อาร์บีซี เมื่อถึงเวลาจะทำให้การทำธุรกิจไม่สะดุด

“ปีนี้ทั้ง 2 เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะถ้าทำช้าอาจจะทำให้ปรับตัวไม่ทัน จึงคาดว่าการเคลื่อนไหวเพื่อเตรียมตัวควบรวมกิจการ การขายกิจการ และการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จะคึกคักกันทั้งวงการ แต่จะมีบริษัทใดบ้างนั้นบริษัทยังไม่ได้แจ้งสมาคมฯ” นายพุทธิพงษ์ กล่าว

ที่มา .http://www.posttoday.com/finance.php?id=85776

คำถาม

๑.เหตุใดในปี 2553 บริษัทประกันวินาศภัย 45 แห่งเตรียมแต่งตัวแปลงเป็นบริษัทมหาชนตามกฎของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและ ส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ที่ต้องดำเนินการภายใน 5 ปี

๒.หากไม่ดำเนินการแปลงสภาพเป็นมหาชนในเวลาดังกล่าว จะเกิดไรขึ้น

๓.แนวโน้มที่บริษัทประกันวินาศภัยจะต้องเพิ่มทุนใหม่มีสูง ซึ่งการเพิ่มทุนมี 2 วิธี ได้แก่อะไรบ้าง

TFEXเลื่อนเทรดทอง10บาทให้ร้านทองตั้งหลัก

จัดทำโดย นายวิศรุฒ มิตรภาพ 5001208061

นายก สมาคมค้าทองคำเผย TFEX เลื่อนเทรดทองคำ 10 บาท ต่อสัญญาจากเดิม 8 ก.พ.นี้ เพื่อให้ร้านทองได้มีเวลาตั้งหลัก ขอเวลาศึกษาผลดี-ผลเสีย


นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ กล่าวว่า หลังจากที่สมาคมค้าทองคำและ ชมรมค้าปลีกแห่งประเทศไทยได้หารือร่วมกับ นายสมพล เกียรติ ไพบูลย์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลท. นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการผู้จัดการบริษัท ตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เพื่อขอให้เลื่อนการซื้อขายสัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้าขนาด 10 บาท ต่อสัญญาออกไปก่อน จากเดิมที่กำหนดจะซื้อขายในวันที่ 8 ก.พ.นี้ โดยทาง ตลท.ก็รับข้อเสนอดังกล่าว แต่เห็นว่าการที่สมาคมค้าทองคำขอให้เลื่อนไปอีก 1 ปี เป็นระยะเวลาที่ยาวนานเกินไป

โดยจะขอเวลาในการศึกษาข้อดี ข้อเสีย และประชาสัมพันธ์ ทำความเข้าใจกับนักลงทุน และร้านค้าทองคำเกี่ยวกับการซื้อขายสัญญาทองคำล่วงหน้า 10 บาทก่อน เพื่อให้ทั้งนักลงทุนและร้านค้าทองมีข้อมูลที่เพียงพอ และหลังจากนั้นจะมีการหารือกันอีกครั้ง โดยจนถึงขณะนี้ยังสรุปไม่ได้ว่า จะเลื่อนการซื้อขายไปเป็นเวลานานเท่าไหร่ ซึ่งทางสมาคมค้าทองคำจะนำข้อมูลทั้งหมดที่หารือกับ ตลท. เข้าที่ประชุมคณะกรรมการสมาคมค้าทองคำในวันที่ 16 ม.ค.นี้

นายกสมาคมค้าทองคำ กล่าวอีกว่า ทางสมาคมฯ ได้ให้ข้อมูลกับ ตลท.อย่างครบถ้วน ว่า หากนักลงทุนขาดความเข้าใจ จะเป็นความเสี่ยงต่อนักลงทุน เพราะราคาทองมีความผันผวนมาก และที่ผ่านมาก็มีนักลงทุนเสียหายจากการซื้อขายทองคำล่วงหน้า ขณะเดียวกันก็มีโบรกเกอร์บางแห่งมีการล้มละลายแล้ว

ที่มา . http://www.thaihomeonline.com/investment-news.php?id=001659

คำถาม

๑.TFEXได้เลื่อนเทรดทอง10บาท ต่อสัญญาจากเดิมถึงวันที่เท่าไหร่

๒.ในขณะนี้ยังหาข้อสรุปไม่ได้ในเรื่องเกี่ยวกับการซื้อขายสัญญาทองคำล่วงหน้า 10 บาท เพราะเหตุใด

๓.ทางสมาคมค้าทองคำจะนำข้อมูลทั้งหมดที่หารือกับ ตลท. เข้าที่ประชุมคณะกรรมการสมาคมค้าทองคำในวันที่เท่าไหร่

16 ธันวาคม, 2552

กรุงไทยขนโปรโมชั่นร่วมงานมหกรรมลดภาษี

จัดทำโดย นส.เบญจรี คงเกษม 5001208058

บลจ.กรุงไทยขนโปรโมชั่นกองทุน ร่วมลดกระหน่ำ ในงานมหกรรมลดภาษีนาทีสุดท้าย ระหว่าง 17-20 ธ.ค.นี้ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

นาย สมชัย บุญนำศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทได้ร่วมออกบูธในงานมหกรรมลดภาษีนาทีสุดท้าย ด้วยกองทุน RMF-LTF ระหว่างวันที่ 17-20 ธันวาคม 2552 ณ. ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 1 บริษัทเตรียมระดมเงิน พร้อมขนโปรโมชั่นมากมาย นำมาร่วมในการออกบูธครั้งนี้ นอกจากนี้ ผู้ลงทุนยังสามารถชำระค่าซื้อหน่วยลงทุนด้วยบัตรเครดิตKTC ได้อีกด้วย

การซื้อหน่วยลงทุนกองทุน RMF-LTF ในงานนี้ นอกจากจะได้รับหน่วยลงทุนกองทุนเปิดกรุงไทยเซฟวิ่งฟันด์ ( KTSV ) มูลค่าสูงสุดถึง 6,300 บาทแล้ว ยังจะได้รับโปรโมชั่นพิเศษอีก เช่น ลงทุน 20,000 บาท ขึ้นไป รับเสื้อโปโล ลงทุน 100,000 บาท ขึ้นไปรับ บัตรของขวัญเทสโก้โลตัส มูลค่า 1,000 บาท ลงทุน 300,000 บาท ขึ้นไป รับ เครื่องเล่นดีวีดี โซนี่ มูลค่า 2,000 บาท ลงทุน 500,000 บาท ขึ้นไป รับโทรศัพท์มือถือ Sony Ericsson W205 2GB มูลค่า 3,990 บาท ลงทุน 700,000 บาท ขึ้นไป รับเครื่องเล่นDVD แบบพกพา Phillip มูลค่า 4,990 บาท และลงทุน 900,000 บาท ขึ้นไป รับโทรศัพท์มือถือ Samsung S 3653 Candy มูลค่า 5,990 บาท โดยรวมรับของสมนาคุณมูลค่าสูงสุดกว่า 12,000 บาท พร้อมแถมประกันอุบัติกลุ่มให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนในกองทุน RMF1-3 ที่ลงทุนภายในปี 2552 นี้เท่านั้น โดยมีวงเงินคุ้มครองสูงสุดถึง 4,000,000 บาท

สำหรับผลการดำเนินงาน ณ วันที่ 11 ธันวาคม 2552 กองทุนเปิดกรุงไทยผสมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF1) ย้อนหลัง 6 เดือน อยู่ที่ 11.12% ย้อนหลัง 9 เดือน อยู่ที่ 68.05% ย้อนหลัง1 ปีอยู่ที่ 68.99% และกองทุนเปิดกรุงไทยหุ้นระยะยาว 70/30 ผลตอบแทนย้อนหลัง 6เดือน อยู่ที่ 12.28% ย้อนหลัง 9 เดือนอยู่ที่ 63.36% และย้อนหลัง 1 ปี อยู่ที่ 64.08%

นายสมชัย กล่าวถึง แนวโน้มภาวะการลงทุนในหุ้น ในปี 2553 ว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์จะลดความผันผวนลงเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงปี 2552 โดยดัชนีตลาดหลักทรัพย์จะแกว่งตัวในกรอบแคบ ๆ เนื่องจากตลาดมีการปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างมากในปี 2552 ซึ่งการที่ตลาดจะสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นไปได้อย่างต่อเนื่องในปี 2553 นั้น นักลงทุนจะให้ความสำคัญกับตัวเลขผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน ว่าจะสามารถรองรับการปรับตัวขึ้นของราคาที่มีในช่วงก่อนหน้าหรือไม่

ในขณะที่การฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ภายหลังจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะเริ่มทยอยหมดลง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ตลาดยังคงติดตามอย่างใกล้ชิด ซึ่งระดับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจะส่งผลต่อการดำเนินนโยบายทางการเงินของ ธนาคารกลาง สภาพคล่องของระบบการเงิน อัตราแลกเปลี่ยน อัตราดอกเบี้ยและราคาของสินทรัพย์ ในปี 2553 ทั้งนี้ บริษัท คาดดว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปี 2553 จะแกว่งตัวในกรอบ 677-800 จุด

นอกจากนี้ บริษัทอยู่ในระหว่างการเปิดจำหน่ายกองทุนเปิดกรุงไทยสมาร์ท อินเวส 3 เดือน 3 (KTSIV3M3 ) อายุ โครงการ 3 เดือน และกองทุนเปิดกรุงไทยสมาร์ท อินเวส 6 เดือน 3 (KTSIV6M3 ) เปิดจำหน่ายถึงวันที่ 18 ธันวาคม นี้ เป็นกองทุนที่เน้น ลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชน เงินฝาก และตราสารหนี้สถาบันการเงิน โดยกองทุน KTSIV3M3 ผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนประมาณการที่ 1% ต่อปี และกองทุน KTSIV6M3 จะได้รับผลตอบแทนประมาณการที่ 1.60% ต่อปี

ที่มาข่าว - http://www.thaihomeonline.com วันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๒

คำถาม

๑.ในงานนี้ นอกจากจะได้รับหน่วยลงทุนกองทุนเปิดกรุงไทยเซฟวิ่งฟันด์ ( KTSV ) มูลค่าสูงสุดถึง 6,300 บาทแล้ว ยังจะได้รับโปรโมชั่นพิเศษอะไรอีกบ้าง

๒.นายสมชัย กล่าวถึง แนวโน้มภาวะการลงทุนในหุ้น ในปี 2553 อย่างไร


๓.บริษัท คาดดว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปี 2553 จะแกว่งตัวในกรอบกี่จุด

09 ธันวาคม, 2552

ออมสินสภาพคล่องล้นตุ่ม ให้กู้บ้านดอกคงที่3ปี3.45%

จัดทำโดย นายทรรศนะ ก้อนแก้ว 5001208001

ออมสินขย่มตลาดสินเชื่อบ้านให้ดอกเบี้ยคงที่ต่ำสุด แต่เฉพาะซื้อบ้านใหม่เท่านั้น


นายเลอศักดิ์ จุลเทศ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ในสัปดาห์นี้ธนาคารจะประกาศอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อเพื่อการเคหะชนิดใหม่ โดยมีอัตราดอกเบี้ยคงที่ 3 ปีแรก ในอัตรา 3.45% ต่อปี หลังจากนั้นจะคิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำประเภทเงินกู้ที่มีระยะเวลา (เอ็มแอลอาร์) ลบ 0.5% ซึ่งอัตราดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์ของธนาคารปัจจุบันอยู่ที่ 5.85% ถือว่าจะเป็นอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านที่ต่ำที่สุดในตลาด

“ต้องเป็นการซื้อบ้านหลังแรกเท่านั้น ไม่สามารถนำบ้านเก่ามา ขอกู้ใหม่ได้ หรือรีไฟแนนซ์ได้” นายเลอศักดิ์ กล่าว

ที่ผ่านมาสภาพคล่องของธนาคารมีสูงกว่า 1 แสนล้านบาท และ มีต้นทุนต่ำ ส่วนหนึ่งมาจากการ ขายสลากออมสินรุ่นพิเศษ 5 ปี ที่ขายเดือนแรกมีประชาชนซื้อถึง 4.7 หมื่นล้านบาท ธนาคารจึงนำสภาพคล่องที่มีมากตอบแทนคืน ให้ลูกค้าของธนาคารผ่านสินเชื่อบ้านดอกเบี้ยต่ำ คาดว่าแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในตลาดที่เริ่มจะสูงขึ้นในปีหน้าจะมีคนมาขอกู้ จำนวนมาก

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาธนาคารออมสินออกสินเชื่อการเคหะดอกเบี้ยคงที่ 1 ปี อัตรา 1.25% ต่อปี หลังจากนั้น ปีที่ 2 คิดเอ็มแอลอาร์ลบ 2% ต่อปี และตั้งแต่ปีที่ 3 คิดเอ็มแอลอาร์ ลบ 0.5% ต่อปี ซึ่งได้ทั้งผู้ที่กู้ซื้อบ้านหลังแรก และกู้รีไฟแนนซ์ ปรากฏว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ทำให้ยอดสินเชื่อการเคหะของธนาคาร เพิ่มขึ้นเดือนละ 1,000 ล้านบาท หลังจากสินเชื่อบ้านไม่ขยายตัวมาเป็นเวลา 4 ปี โดยปัจจุบันมียอดสินเชื่อบ้าน 1.2 แสนล้านบาท

นายเลอศักดิ์ กล่าวว่า แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในตลาดจะคงที่ไปถึงไตรมาสแรก หรือ 2 ปี ของปี 2553 ถึงจะมีการปรับตัวขึ้น

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า คาดว่าดอกเบี้ย นโยบายจะปรับขึ้นอีก 0.25-0.75% ในกลางปีหน้า แต่มีความเป็นไปได้ ที่ดอกเบี้ยตลาดจะปรับขึ้นก่อนดอกเบี้ยนโยบายเล็กน้อย หากสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเป็นไปตามคาด แต่ขึ้นอยู่กับการแข่งขันด้วย

สำหรับดอกเบี้ยออมทรัพย์จะปรับขึ้นได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับความสามารถ ในการขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ว่าจะปรับได้มากน้อยเพียงใด แต่ดอกเบี้ยเงินฝากประจำสามารถปรับขึ้นได้ เพราะเป็นเงินฝาก มีระยะเวลา กว่าที่ต้นทุนจ่ายจะ ปรับขึ้น ดังนั้นดอกเบี้ยขาขึ้นรอบนี้คนฝากประจำจะได้ประโยชน์

อย่างไรก็ดี ก่อนเศรษฐกิจจะ ฟื้นตัวได้อย่างมั่นคง ผู้เกี่ยวข้อง ไม่ต้องการเพิ่มภาระด้านต้นทุนให้ลูกค้าโดยการขึ้นดอกเบี้ย แต่ใน ช่วงดอกเบี้ยต่ำ ต้องแลกกับเงินเฟ้อที่อาจสูงขึ้น แต่ขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณฟองสบู่

“ขณะนี้ดอกเบี้ยในตลาดเงิน ก็ยังนิ่งๆ ถ้ามีการแย่งเงินฝาก เตรียมสภาพคล่องเพื่อปล่อยกู้ คงเห็นดอกเบี้ยในตลาดเงินปรับขึ้น แต่ตอนนี้ยังไม่เห็น” นายประสาร กล่าว

ที่มาของข่าว:
http://www.posttoday.com/finance.php?id=78950 วันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๕๒

คำถาม

๑.อัตราดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์ของธนาคารปัจจุบันอยู่ที่กี่เปอร์เซนต์


๒.ที่ผ่านมาสภาพคล่องของธนาคารมีสูงกว่า 1 แสนล้านบาท และ มีต้นทุนต่ำ ส่วนหนึ่งมาจากอะไร


๓.สำหรับดอกเบี้ยออมทรัพย์จะปรับขึ้นได้หรือไม่นั้นต้องขึ้นอยู่กับสิ่งใด และอย่างไร