จัดทำโดย นส.เบญจรี คงเกษม 5001208058
สามิตเตรียมขึ้นภาษีเหล้าตามดีกรี ส่วนมาตรการภาษีส่งเสริมรถยนต์อีโคคาร์-ไฮบริด คาดสรุปภายในเดือนม.ค. ก่อนชงเข้าครม. หนุนใช้พลังงานทดแทน
นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า หลังจากภาวะเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้นต่อเนื่อง จึงได้ตั้งเป้าหมายจัดเก็บภาษีในปีงบประมาณ 2553 ไว้ที่ 360,000 ล้านบาท เพิ่มจากปีงบประมาณ 2552 ซึ่งจัดเก็บได้ 290,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังไม่มีนโยบายปรับเพิ่มภาษีสรรพสามิตประเภทต่าง ๆ ในช่วงนี้ เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการฟื้นฟูกิจการจากปัญหาวิกฤติในช่วงที่ผ่านมา แต่มีภาษีสรรพสามิตบางรายการที่ต้องปรับขึ้น เพื่อวัตถุประสงค์ด้านสุขภาพของประชาชน เหมือนกับสหภาพยุโรป (อียู) ด้วยการจัดเก็บภาษีสุรา เบียร์ ที่มีดีกรีสูงในอัตราเพิ่มขึ้น หากเครื่องดื่มประเภทใดดีกรีต่ำจะเก็บภาษี ถูก เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบทางสุขภาพ
"ยอมรับว่าอาจทำให้สุราที่มีดีกรี สูง ราคาปรับขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่งจะทำให้มีผู้ดื่มสุราดีกรีสูงน้อยลง หันมาดื่มสุราที่มีดีกรีต่ำลง ซึ่งหลายประเทศจะใช้แนวทางกฎหมายเป็นเครื่องมือในการ บังคับการดื่มสุราในทางอ้อม"
นายอารีพงศ์ กล่าวว่า กระทรวงการคลังกำลังพิจารณาปรับลดภาษีสรรพสามิตเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการ ให้มีความเข้มแข็งและสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศมากขึ้น หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจมอบหมายให้กระทรวงการคลังร่วม กับกระทรวงพลังงาน และกระทรวงอุตสาหกรรม ศึกษาการใช้มาตรการภาษีส่งเสริมผู้ประกอบการ ผลักดันให้ประชาชนหันมาใช้รถยนต์พลังงานทดแทนทั้ง E85 E 20 รถยนต์อีโคคาร์ รถยนต์ไฮบริด โดยพิจารณาลดภาษีนำเข้าอุปกรณ์และภาษีในด้านต่าง ๆ ส่งเสริมผู้ประกอบการเหมือนกับเอ็นจีวี
ทั้งนี้ คาดว่าแนวทางในการปรับเปลี่ยนภาษีดึงดูดให้ทั้งภาคเอกชนและประชาชนมาใช้ พลังงานทดแทนมากขึ้นจะได้ข้อสรุปประมาณสิ้นเดือนนี้ จากนั้นจะเสนอที่ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณา และการลดภาษีเพื่อสนับสนุนพลังงานทดแทนไม่กระทบต่อฐานะทางการคลังเพราะลด ภาษีสัดส่วนที่ไม่มากเท่าใดนัก
ขณะเดียวกัน เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการส่งออกให้มีภาระต้นทุนลดลงและสามารถแข่งขันกับ ประเทศคู่แข่งได้ จึงเสนอกระทรวงการคลังพิจารณายกเว้นการจัดเก็บภาษีแบตเตอรี่ เนื่องจากแบตเตอรี่เป็นวัตถุดิบในสินค้าต่าง ๆ เช่น โทรศัพท์เคลื่อนที่ นาฬิกา ตุ๊กตา และเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายประเภท โดยแบตเตอรี่เป็นสินค้าที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตด้วย ปัจจุบันจัดเก็บในอัตรา 10%
การยกเว้นภาษีดังกล่าวกระทบรายได้ไม่มากนัก เพราะรายได้ภาษีจากแบตเตอรี่อยู่ประมาณปีละ 1,400 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นภาษีจากแบตเตอรี่รถยนต์มากที่สุด หากยกเว้นภาษีจะทำให้ส่งออกสินค้าที่ใช้แบตเตอรี่เป็นส่วนประกอบไปยังต่าง ประเทศได้มากขึ้น และจะทำให้จัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลมากขึ้นอีกทางหนึ่ง
อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวอีกว่า กรมสรรพสามิตยังเตรียมยกเลิกจัดเก็บภาษีแก้วคริสตัล ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ เนื่องจากการผลิตดังกล่าวส่วนใหญ่มุ่งเพื่อการส่งออกและการยกเว้นภาษีจะช่วย ลดต้นทุนให้ผู้ส่งออกมากขึ้น โดยภาษีที่จัดเก็บได้จากแก้วคริสตัลประมาณ 70 ล้านบาทเท่านั้น
ที่มา .http://www.thaihomeonline.com/investment-news.php?id=001684
คำถาม
๑.หลังจากภาวะเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้นต่อเนื่อง จึงได้ตั้งเป้าหมายจัดเก็บภาษีในปีงบประมาณ 2553 ไว้ที่ 360,000 ล้านบาท เพิ่มจากปีงบประมาณ 2552 ซึ่งจัดเก็บได้เท่าไหร่
๒.เหตุที่กระทรวงการคลังไม่มีนโยบายปรับเพิ่มภาษีสรรพสามิตประเภทต่าง ๆ ในช่วงนี้ เพื่ออะไร
๓.หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจมอบหมายให้กระทรวงการคลังร่วม กับกระทรวงพลังงาน และกระทรวงอุตสาหกรรม ศึกษาการใช้มาตรการภาษีส่งเสริมผู้ประกอบการ ผลักดันให้ประชาชนนั้นทำสิ่งใด
26 มกราคม, 2553
ประกัน45บริษัทจ่อเข้าตลาดหุ้น
จัดทำโดยนายทรรศนะ ก้อนแก้ว 5001208001
จับตาปี 2553 บริษัทประกันวินาศภัย 45 แห่งเตรียมแต่งตัวแปลงเป็นบริษัทมหาชน เพิ่มทุนรองรับเกณฑ์คปภ.
นายพุทธิพงษ์ ด่านบุญสุต ประธานคณะกรรมการกฎหมายและกฎระเบียบ สมาคมประกันวินาศภัย เปิดเผยว่า ปี 2553 จะเป็นปีที่บริษัทประกันวินาศภัยจำนวน 45 แห่ง เตรียมตัวเพื่อแปลงสภาพเป็นบริษัทมหาชนตามกฎของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและ ส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ที่ต้องดำเนินการภายใน 5 ปี
หากไม่ดำเนินการแปลงสภาพเป็นมหาชนในเวลาดังกล่าว จะต้องหยุดขยายกิจการ และมีเวลาในการแปลงสภาพเป็นมหาชนรอบ 2 ภายในเวลา 3 ปี ซึ่งจะส่งผลกระทบให้ขาดสภาพคล่อง เพราะเมื่อไม่ขยายกิจการจะขาดสภาพคล่องและเงินหมุนเวียนในกิจการ
ทั้งนี้ สมาคมจะช่วยเหลือบริษัทประกันวินาศภัยด้วยการร่วมมือกับทางตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในการเข้ามาให้คำปรึกษาแนะนำถึงวิธีการที่ถูกต้องเรื่องการแปลงสภาพเป็น บริษัทมหาชน
นอกจากนี้ บริษัทประกันวินาศภัยยังต้องเผชิญกับการดำรงเงินกองทุนตามความเสี่ยงแต่ละ ประเภท (RBC) ที่จะต้องมีเงินกองทุนให้เพียงพอ ซึ่งขณะนี้ยังไม่กำหนดออกมาแน่ชัด แต่จะทำให้บริษัทประกันภัยหลายแห่งต้องเพิ่มทุน เพื่อให้เงินกองทุนเพียงพอ โดยผลการทดลองดำรงเงินกองทุนตามความเสี่ยงแต่ละประเภทในช่วงปลายปี 2552 พบว่าส่วนใหญ่เงินกองทุนไม่เพียงพอ
นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า แนวโน้มที่บริษัทประกันวินาศภัยจะต้องเพิ่มทุนใหม่มีสูง ซึ่งการเพิ่มทุนมี 2 วิธี คือ หานายทุนที่มีเงินสดเพียงพอที่จะคอยเติมให้บริษัทตลอดเวลา กับการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งวิธีแรกมีความเป็นไปได้น้อยในสภาพปัจจุบัน จึงเหลือการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งตามเกณฑ์จะต้องมีกำไรติดต่อกัน 3 ปี ดังนั้นปีนี้จึงเป็นเวลาที่จะต้องจัดทำระบบบัญชีให้ได้มาตรฐาน และวางแผนในการดำเนินธุรกิจเพื่อให้มีกำไร
นอกจากนี้ บริษัทประกันวินาศภัยที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อยู่แล้ว 23 แห่ง อาจจะมีการเพิ่มทุนอีกรอบ เพื่อระดมเงินไว้รองรับเกณฑ์อาร์บีซี เมื่อถึงเวลาจะทำให้การทำธุรกิจไม่สะดุด
“ปีนี้ทั้ง 2 เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะถ้าทำช้าอาจจะทำให้ปรับตัวไม่ทัน จึงคาดว่าการเคลื่อนไหวเพื่อเตรียมตัวควบรวมกิจการ การขายกิจการ และการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จะคึกคักกันทั้งวงการ แต่จะมีบริษัทใดบ้างนั้นบริษัทยังไม่ได้แจ้งสมาคมฯ” นายพุทธิพงษ์ กล่าว
ที่มา .http://www.posttoday.com/finance.php?id=85776
คำถาม
๑.เหตุใดในปี 2553 บริษัทประกันวินาศภัย 45 แห่งเตรียมแต่งตัวแปลงเป็นบริษัทมหาชนตามกฎของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและ ส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ที่ต้องดำเนินการภายใน 5 ปี
๒.หากไม่ดำเนินการแปลงสภาพเป็นมหาชนในเวลาดังกล่าว จะเกิดไรขึ้น
๓.แนวโน้มที่บริษัทประกันวินาศภัยจะต้องเพิ่มทุนใหม่มีสูง ซึ่งการเพิ่มทุนมี 2 วิธี ได้แก่อะไรบ้าง
จับตาปี 2553 บริษัทประกันวินาศภัย 45 แห่งเตรียมแต่งตัวแปลงเป็นบริษัทมหาชน เพิ่มทุนรองรับเกณฑ์คปภ.
นายพุทธิพงษ์ ด่านบุญสุต ประธานคณะกรรมการกฎหมายและกฎระเบียบ สมาคมประกันวินาศภัย เปิดเผยว่า ปี 2553 จะเป็นปีที่บริษัทประกันวินาศภัยจำนวน 45 แห่ง เตรียมตัวเพื่อแปลงสภาพเป็นบริษัทมหาชนตามกฎของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและ ส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ที่ต้องดำเนินการภายใน 5 ปี
หากไม่ดำเนินการแปลงสภาพเป็นมหาชนในเวลาดังกล่าว จะต้องหยุดขยายกิจการ และมีเวลาในการแปลงสภาพเป็นมหาชนรอบ 2 ภายในเวลา 3 ปี ซึ่งจะส่งผลกระทบให้ขาดสภาพคล่อง เพราะเมื่อไม่ขยายกิจการจะขาดสภาพคล่องและเงินหมุนเวียนในกิจการ
ทั้งนี้ สมาคมจะช่วยเหลือบริษัทประกันวินาศภัยด้วยการร่วมมือกับทางตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในการเข้ามาให้คำปรึกษาแนะนำถึงวิธีการที่ถูกต้องเรื่องการแปลงสภาพเป็น บริษัทมหาชน
นอกจากนี้ บริษัทประกันวินาศภัยยังต้องเผชิญกับการดำรงเงินกองทุนตามความเสี่ยงแต่ละ ประเภท (RBC) ที่จะต้องมีเงินกองทุนให้เพียงพอ ซึ่งขณะนี้ยังไม่กำหนดออกมาแน่ชัด แต่จะทำให้บริษัทประกันภัยหลายแห่งต้องเพิ่มทุน เพื่อให้เงินกองทุนเพียงพอ โดยผลการทดลองดำรงเงินกองทุนตามความเสี่ยงแต่ละประเภทในช่วงปลายปี 2552 พบว่าส่วนใหญ่เงินกองทุนไม่เพียงพอ
นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า แนวโน้มที่บริษัทประกันวินาศภัยจะต้องเพิ่มทุนใหม่มีสูง ซึ่งการเพิ่มทุนมี 2 วิธี คือ หานายทุนที่มีเงินสดเพียงพอที่จะคอยเติมให้บริษัทตลอดเวลา กับการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งวิธีแรกมีความเป็นไปได้น้อยในสภาพปัจจุบัน จึงเหลือการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งตามเกณฑ์จะต้องมีกำไรติดต่อกัน 3 ปี ดังนั้นปีนี้จึงเป็นเวลาที่จะต้องจัดทำระบบบัญชีให้ได้มาตรฐาน และวางแผนในการดำเนินธุรกิจเพื่อให้มีกำไร
นอกจากนี้ บริษัทประกันวินาศภัยที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อยู่แล้ว 23 แห่ง อาจจะมีการเพิ่มทุนอีกรอบ เพื่อระดมเงินไว้รองรับเกณฑ์อาร์บีซี เมื่อถึงเวลาจะทำให้การทำธุรกิจไม่สะดุด
“ปีนี้ทั้ง 2 เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะถ้าทำช้าอาจจะทำให้ปรับตัวไม่ทัน จึงคาดว่าการเคลื่อนไหวเพื่อเตรียมตัวควบรวมกิจการ การขายกิจการ และการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จะคึกคักกันทั้งวงการ แต่จะมีบริษัทใดบ้างนั้นบริษัทยังไม่ได้แจ้งสมาคมฯ” นายพุทธิพงษ์ กล่าว
ที่มา .http://www.posttoday.com/finance.php?id=85776
คำถาม
๑.เหตุใดในปี 2553 บริษัทประกันวินาศภัย 45 แห่งเตรียมแต่งตัวแปลงเป็นบริษัทมหาชนตามกฎของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและ ส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ที่ต้องดำเนินการภายใน 5 ปี
๒.หากไม่ดำเนินการแปลงสภาพเป็นมหาชนในเวลาดังกล่าว จะเกิดไรขึ้น
๓.แนวโน้มที่บริษัทประกันวินาศภัยจะต้องเพิ่มทุนใหม่มีสูง ซึ่งการเพิ่มทุนมี 2 วิธี ได้แก่อะไรบ้าง
TFEXเลื่อนเทรดทอง10บาทให้ร้านทองตั้งหลัก
จัดทำโดย นายวิศรุฒ มิตรภาพ 5001208061
นายก สมาคมค้าทองคำเผย TFEX เลื่อนเทรดทองคำ 10 บาท ต่อสัญญาจากเดิม 8 ก.พ.นี้ เพื่อให้ร้านทองได้มีเวลาตั้งหลัก ขอเวลาศึกษาผลดี-ผลเสีย
นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ กล่าวว่า หลังจากที่สมาคมค้าทองคำและ ชมรมค้าปลีกแห่งประเทศไทยได้หารือร่วมกับ นายสมพล เกียรติ ไพบูลย์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลท. นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการผู้จัดการบริษัท ตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เพื่อขอให้เลื่อนการซื้อขายสัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้าขนาด 10 บาท ต่อสัญญาออกไปก่อน จากเดิมที่กำหนดจะซื้อขายในวันที่ 8 ก.พ.นี้ โดยทาง ตลท.ก็รับข้อเสนอดังกล่าว แต่เห็นว่าการที่สมาคมค้าทองคำขอให้เลื่อนไปอีก 1 ปี เป็นระยะเวลาที่ยาวนานเกินไป
โดยจะขอเวลาในการศึกษาข้อดี ข้อเสีย และประชาสัมพันธ์ ทำความเข้าใจกับนักลงทุน และร้านค้าทองคำเกี่ยวกับการซื้อขายสัญญาทองคำล่วงหน้า 10 บาทก่อน เพื่อให้ทั้งนักลงทุนและร้านค้าทองมีข้อมูลที่เพียงพอ และหลังจากนั้นจะมีการหารือกันอีกครั้ง โดยจนถึงขณะนี้ยังสรุปไม่ได้ว่า จะเลื่อนการซื้อขายไปเป็นเวลานานเท่าไหร่ ซึ่งทางสมาคมค้าทองคำจะนำข้อมูลทั้งหมดที่หารือกับ ตลท. เข้าที่ประชุมคณะกรรมการสมาคมค้าทองคำในวันที่ 16 ม.ค.นี้
นายกสมาคมค้าทองคำ กล่าวอีกว่า ทางสมาคมฯ ได้ให้ข้อมูลกับ ตลท.อย่างครบถ้วน ว่า หากนักลงทุนขาดความเข้าใจ จะเป็นความเสี่ยงต่อนักลงทุน เพราะราคาทองมีความผันผวนมาก และที่ผ่านมาก็มีนักลงทุนเสียหายจากการซื้อขายทองคำล่วงหน้า ขณะเดียวกันก็มีโบรกเกอร์บางแห่งมีการล้มละลายแล้ว
ที่มา . http://www.thaihomeonline.com/investment-news.php?id=001659
คำถาม
๑.TFEXได้เลื่อนเทรดทอง10บาท ต่อสัญญาจากเดิมถึงวันที่เท่าไหร่
๒.ในขณะนี้ยังหาข้อสรุปไม่ได้ในเรื่องเกี่ยวกับการซื้อขายสัญญาทองคำล่วงหน้า 10 บาท เพราะเหตุใด
๓.ทางสมาคมค้าทองคำจะนำข้อมูลทั้งหมดที่หารือกับ ตลท. เข้าที่ประชุมคณะกรรมการสมาคมค้าทองคำในวันที่เท่าไหร่
นายก สมาคมค้าทองคำเผย TFEX เลื่อนเทรดทองคำ 10 บาท ต่อสัญญาจากเดิม 8 ก.พ.นี้ เพื่อให้ร้านทองได้มีเวลาตั้งหลัก ขอเวลาศึกษาผลดี-ผลเสีย
นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ กล่าวว่า หลังจากที่สมาคมค้าทองคำและ ชมรมค้าปลีกแห่งประเทศไทยได้หารือร่วมกับ นายสมพล เกียรติ ไพบูลย์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลท. นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการผู้จัดการบริษัท ตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เพื่อขอให้เลื่อนการซื้อขายสัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้าขนาด 10 บาท ต่อสัญญาออกไปก่อน จากเดิมที่กำหนดจะซื้อขายในวันที่ 8 ก.พ.นี้ โดยทาง ตลท.ก็รับข้อเสนอดังกล่าว แต่เห็นว่าการที่สมาคมค้าทองคำขอให้เลื่อนไปอีก 1 ปี เป็นระยะเวลาที่ยาวนานเกินไป
โดยจะขอเวลาในการศึกษาข้อดี ข้อเสีย และประชาสัมพันธ์ ทำความเข้าใจกับนักลงทุน และร้านค้าทองคำเกี่ยวกับการซื้อขายสัญญาทองคำล่วงหน้า 10 บาทก่อน เพื่อให้ทั้งนักลงทุนและร้านค้าทองมีข้อมูลที่เพียงพอ และหลังจากนั้นจะมีการหารือกันอีกครั้ง โดยจนถึงขณะนี้ยังสรุปไม่ได้ว่า จะเลื่อนการซื้อขายไปเป็นเวลานานเท่าไหร่ ซึ่งทางสมาคมค้าทองคำจะนำข้อมูลทั้งหมดที่หารือกับ ตลท. เข้าที่ประชุมคณะกรรมการสมาคมค้าทองคำในวันที่ 16 ม.ค.นี้
นายกสมาคมค้าทองคำ กล่าวอีกว่า ทางสมาคมฯ ได้ให้ข้อมูลกับ ตลท.อย่างครบถ้วน ว่า หากนักลงทุนขาดความเข้าใจ จะเป็นความเสี่ยงต่อนักลงทุน เพราะราคาทองมีความผันผวนมาก และที่ผ่านมาก็มีนักลงทุนเสียหายจากการซื้อขายทองคำล่วงหน้า ขณะเดียวกันก็มีโบรกเกอร์บางแห่งมีการล้มละลายแล้ว
ที่มา . http://www.thaihomeonline.com/investment-news.php?id=001659
คำถาม
๑.TFEXได้เลื่อนเทรดทอง10บาท ต่อสัญญาจากเดิมถึงวันที่เท่าไหร่
๒.ในขณะนี้ยังหาข้อสรุปไม่ได้ในเรื่องเกี่ยวกับการซื้อขายสัญญาทองคำล่วงหน้า 10 บาท เพราะเหตุใด
๓.ทางสมาคมค้าทองคำจะนำข้อมูลทั้งหมดที่หารือกับ ตลท. เข้าที่ประชุมคณะกรรมการสมาคมค้าทองคำในวันที่เท่าไหร่
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
