16 ธันวาคม, 2552

กรุงไทยขนโปรโมชั่นร่วมงานมหกรรมลดภาษี

จัดทำโดย นส.เบญจรี คงเกษม 5001208058

บลจ.กรุงไทยขนโปรโมชั่นกองทุน ร่วมลดกระหน่ำ ในงานมหกรรมลดภาษีนาทีสุดท้าย ระหว่าง 17-20 ธ.ค.นี้ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

นาย สมชัย บุญนำศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทได้ร่วมออกบูธในงานมหกรรมลดภาษีนาทีสุดท้าย ด้วยกองทุน RMF-LTF ระหว่างวันที่ 17-20 ธันวาคม 2552 ณ. ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 1 บริษัทเตรียมระดมเงิน พร้อมขนโปรโมชั่นมากมาย นำมาร่วมในการออกบูธครั้งนี้ นอกจากนี้ ผู้ลงทุนยังสามารถชำระค่าซื้อหน่วยลงทุนด้วยบัตรเครดิตKTC ได้อีกด้วย

การซื้อหน่วยลงทุนกองทุน RMF-LTF ในงานนี้ นอกจากจะได้รับหน่วยลงทุนกองทุนเปิดกรุงไทยเซฟวิ่งฟันด์ ( KTSV ) มูลค่าสูงสุดถึง 6,300 บาทแล้ว ยังจะได้รับโปรโมชั่นพิเศษอีก เช่น ลงทุน 20,000 บาท ขึ้นไป รับเสื้อโปโล ลงทุน 100,000 บาท ขึ้นไปรับ บัตรของขวัญเทสโก้โลตัส มูลค่า 1,000 บาท ลงทุน 300,000 บาท ขึ้นไป รับ เครื่องเล่นดีวีดี โซนี่ มูลค่า 2,000 บาท ลงทุน 500,000 บาท ขึ้นไป รับโทรศัพท์มือถือ Sony Ericsson W205 2GB มูลค่า 3,990 บาท ลงทุน 700,000 บาท ขึ้นไป รับเครื่องเล่นDVD แบบพกพา Phillip มูลค่า 4,990 บาท และลงทุน 900,000 บาท ขึ้นไป รับโทรศัพท์มือถือ Samsung S 3653 Candy มูลค่า 5,990 บาท โดยรวมรับของสมนาคุณมูลค่าสูงสุดกว่า 12,000 บาท พร้อมแถมประกันอุบัติกลุ่มให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนในกองทุน RMF1-3 ที่ลงทุนภายในปี 2552 นี้เท่านั้น โดยมีวงเงินคุ้มครองสูงสุดถึง 4,000,000 บาท

สำหรับผลการดำเนินงาน ณ วันที่ 11 ธันวาคม 2552 กองทุนเปิดกรุงไทยผสมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF1) ย้อนหลัง 6 เดือน อยู่ที่ 11.12% ย้อนหลัง 9 เดือน อยู่ที่ 68.05% ย้อนหลัง1 ปีอยู่ที่ 68.99% และกองทุนเปิดกรุงไทยหุ้นระยะยาว 70/30 ผลตอบแทนย้อนหลัง 6เดือน อยู่ที่ 12.28% ย้อนหลัง 9 เดือนอยู่ที่ 63.36% และย้อนหลัง 1 ปี อยู่ที่ 64.08%

นายสมชัย กล่าวถึง แนวโน้มภาวะการลงทุนในหุ้น ในปี 2553 ว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์จะลดความผันผวนลงเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงปี 2552 โดยดัชนีตลาดหลักทรัพย์จะแกว่งตัวในกรอบแคบ ๆ เนื่องจากตลาดมีการปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างมากในปี 2552 ซึ่งการที่ตลาดจะสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นไปได้อย่างต่อเนื่องในปี 2553 นั้น นักลงทุนจะให้ความสำคัญกับตัวเลขผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน ว่าจะสามารถรองรับการปรับตัวขึ้นของราคาที่มีในช่วงก่อนหน้าหรือไม่

ในขณะที่การฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ภายหลังจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะเริ่มทยอยหมดลง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ตลาดยังคงติดตามอย่างใกล้ชิด ซึ่งระดับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจะส่งผลต่อการดำเนินนโยบายทางการเงินของ ธนาคารกลาง สภาพคล่องของระบบการเงิน อัตราแลกเปลี่ยน อัตราดอกเบี้ยและราคาของสินทรัพย์ ในปี 2553 ทั้งนี้ บริษัท คาดดว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปี 2553 จะแกว่งตัวในกรอบ 677-800 จุด

นอกจากนี้ บริษัทอยู่ในระหว่างการเปิดจำหน่ายกองทุนเปิดกรุงไทยสมาร์ท อินเวส 3 เดือน 3 (KTSIV3M3 ) อายุ โครงการ 3 เดือน และกองทุนเปิดกรุงไทยสมาร์ท อินเวส 6 เดือน 3 (KTSIV6M3 ) เปิดจำหน่ายถึงวันที่ 18 ธันวาคม นี้ เป็นกองทุนที่เน้น ลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชน เงินฝาก และตราสารหนี้สถาบันการเงิน โดยกองทุน KTSIV3M3 ผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนประมาณการที่ 1% ต่อปี และกองทุน KTSIV6M3 จะได้รับผลตอบแทนประมาณการที่ 1.60% ต่อปี

ที่มาข่าว - http://www.thaihomeonline.com วันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๒

คำถาม

๑.ในงานนี้ นอกจากจะได้รับหน่วยลงทุนกองทุนเปิดกรุงไทยเซฟวิ่งฟันด์ ( KTSV ) มูลค่าสูงสุดถึง 6,300 บาทแล้ว ยังจะได้รับโปรโมชั่นพิเศษอะไรอีกบ้าง

๒.นายสมชัย กล่าวถึง แนวโน้มภาวะการลงทุนในหุ้น ในปี 2553 อย่างไร


๓.บริษัท คาดดว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปี 2553 จะแกว่งตัวในกรอบกี่จุด

09 ธันวาคม, 2552

ออมสินสภาพคล่องล้นตุ่ม ให้กู้บ้านดอกคงที่3ปี3.45%

จัดทำโดย นายทรรศนะ ก้อนแก้ว 5001208001

ออมสินขย่มตลาดสินเชื่อบ้านให้ดอกเบี้ยคงที่ต่ำสุด แต่เฉพาะซื้อบ้านใหม่เท่านั้น


นายเลอศักดิ์ จุลเทศ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ในสัปดาห์นี้ธนาคารจะประกาศอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อเพื่อการเคหะชนิดใหม่ โดยมีอัตราดอกเบี้ยคงที่ 3 ปีแรก ในอัตรา 3.45% ต่อปี หลังจากนั้นจะคิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำประเภทเงินกู้ที่มีระยะเวลา (เอ็มแอลอาร์) ลบ 0.5% ซึ่งอัตราดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์ของธนาคารปัจจุบันอยู่ที่ 5.85% ถือว่าจะเป็นอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านที่ต่ำที่สุดในตลาด

“ต้องเป็นการซื้อบ้านหลังแรกเท่านั้น ไม่สามารถนำบ้านเก่ามา ขอกู้ใหม่ได้ หรือรีไฟแนนซ์ได้” นายเลอศักดิ์ กล่าว

ที่ผ่านมาสภาพคล่องของธนาคารมีสูงกว่า 1 แสนล้านบาท และ มีต้นทุนต่ำ ส่วนหนึ่งมาจากการ ขายสลากออมสินรุ่นพิเศษ 5 ปี ที่ขายเดือนแรกมีประชาชนซื้อถึง 4.7 หมื่นล้านบาท ธนาคารจึงนำสภาพคล่องที่มีมากตอบแทนคืน ให้ลูกค้าของธนาคารผ่านสินเชื่อบ้านดอกเบี้ยต่ำ คาดว่าแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในตลาดที่เริ่มจะสูงขึ้นในปีหน้าจะมีคนมาขอกู้ จำนวนมาก

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาธนาคารออมสินออกสินเชื่อการเคหะดอกเบี้ยคงที่ 1 ปี อัตรา 1.25% ต่อปี หลังจากนั้น ปีที่ 2 คิดเอ็มแอลอาร์ลบ 2% ต่อปี และตั้งแต่ปีที่ 3 คิดเอ็มแอลอาร์ ลบ 0.5% ต่อปี ซึ่งได้ทั้งผู้ที่กู้ซื้อบ้านหลังแรก และกู้รีไฟแนนซ์ ปรากฏว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ทำให้ยอดสินเชื่อการเคหะของธนาคาร เพิ่มขึ้นเดือนละ 1,000 ล้านบาท หลังจากสินเชื่อบ้านไม่ขยายตัวมาเป็นเวลา 4 ปี โดยปัจจุบันมียอดสินเชื่อบ้าน 1.2 แสนล้านบาท

นายเลอศักดิ์ กล่าวว่า แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในตลาดจะคงที่ไปถึงไตรมาสแรก หรือ 2 ปี ของปี 2553 ถึงจะมีการปรับตัวขึ้น

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า คาดว่าดอกเบี้ย นโยบายจะปรับขึ้นอีก 0.25-0.75% ในกลางปีหน้า แต่มีความเป็นไปได้ ที่ดอกเบี้ยตลาดจะปรับขึ้นก่อนดอกเบี้ยนโยบายเล็กน้อย หากสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเป็นไปตามคาด แต่ขึ้นอยู่กับการแข่งขันด้วย

สำหรับดอกเบี้ยออมทรัพย์จะปรับขึ้นได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับความสามารถ ในการขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ว่าจะปรับได้มากน้อยเพียงใด แต่ดอกเบี้ยเงินฝากประจำสามารถปรับขึ้นได้ เพราะเป็นเงินฝาก มีระยะเวลา กว่าที่ต้นทุนจ่ายจะ ปรับขึ้น ดังนั้นดอกเบี้ยขาขึ้นรอบนี้คนฝากประจำจะได้ประโยชน์

อย่างไรก็ดี ก่อนเศรษฐกิจจะ ฟื้นตัวได้อย่างมั่นคง ผู้เกี่ยวข้อง ไม่ต้องการเพิ่มภาระด้านต้นทุนให้ลูกค้าโดยการขึ้นดอกเบี้ย แต่ใน ช่วงดอกเบี้ยต่ำ ต้องแลกกับเงินเฟ้อที่อาจสูงขึ้น แต่ขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณฟองสบู่

“ขณะนี้ดอกเบี้ยในตลาดเงิน ก็ยังนิ่งๆ ถ้ามีการแย่งเงินฝาก เตรียมสภาพคล่องเพื่อปล่อยกู้ คงเห็นดอกเบี้ยในตลาดเงินปรับขึ้น แต่ตอนนี้ยังไม่เห็น” นายประสาร กล่าว

ที่มาของข่าว:
http://www.posttoday.com/finance.php?id=78950 วันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๕๒

คำถาม

๑.อัตราดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์ของธนาคารปัจจุบันอยู่ที่กี่เปอร์เซนต์


๒.ที่ผ่านมาสภาพคล่องของธนาคารมีสูงกว่า 1 แสนล้านบาท และ มีต้นทุนต่ำ ส่วนหนึ่งมาจากอะไร


๓.สำหรับดอกเบี้ยออมทรัพย์จะปรับขึ้นได้หรือไม่นั้นต้องขึ้นอยู่กับสิ่งใด และอย่างไร

25 พฤศจิกายน, 2552

ภาวะเศรษฐกิจและการเงินเดือนกันยายนและไตรมาสที่ 3 ปี 2552


จัดทำโดย นายวิศรุต มิตรภาพ 5001208061

ภาวะเศรษฐกิจในเดือนกันยายนปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องจากเดือนก่อน จาก การเพิ่มขึ้นของการบริโภคและการใช้จ่ายจากภาครัฐ รวมทั้งอุปสงค์จากต่างประเทศปรับตัวสูงขึ้นตามเศรษฐกิจโลก โดยการส่งออกของไทยแม้จะยังคงหดตัวแต่เป็นการหดตัวในอัตราที่ชะลอลงอย่างต่อ เนื่อง สอดคล้องกับการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ทั้งการผลิตเพื่อขายในประเทศและเพื่อการส่งออก ส่วนการลงทุนภาคเอกชนแม้จะดีขึ้นแต่ยังอยู่ในระดับต่ำเนื่องจากผู้ผลิตยังมี กำลังการผลิตเหลืออยู่มากพอที่จะรองรับอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น

เสถียรภาพโดยทั่วไปอยู่ในเกณฑ์ดีจากการเกิน ดุลบัญชีเดินสะพัดและเงินสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ ขณะที่การจ้างงานปรับดีขึ้น โดยเฉพาะการจ้างงานในภาคการผลิต

รายละเอียดของภาวะเศรษฐกิจไทยในเดือนกันยายนและไตรมาสที่ 3 ของปี 2552 มีดังนี้

การบริโภคภาคเอกชนปรับ ตัวดีขึ้น โดยดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน (PCI) เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนร้อยละ 4.5 และเมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อนหดตัวลดลงเหลือร้อยละ 1.1 เทียบกับที่หดตัวร้อยละ 4.4 ในเดือนก่อน โดยการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอยู่ในกลุ่มสินค้าคงทน (Durable goods) อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า รวมทั้ง การนำเข้าสินค้าคงทนเพื่อบริโภค ทั้งนี้ การใช้จ่ายในประเทศที่เพิ่มขึ้นนี้ เป็นผลจากการเร่งเบิกจ่ายของภาครัฐ รายได้เกษตรกรที่ดีขึ้น การว่างงานที่ลดลง และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ปรับตัวดีต่อเนื่อง

การส่งออกใน เดือนนี้มีมูลค่า 14,749 ล้านดอลลาร์ สรอ. หรือหดตัวร้อยละ 8.3 ปรับตัวดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับที่หดตัวร้อยละ 17.9 ในเดือนก่อน ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการส่งออกทองคำที่เดือนนี้มีการส่งออกทองคำสูงถึง 1,013 ล้านดอลลาร์ สรอ.

อย่างไรก็ดี การส่งออกเมื่อไม่รวมการส่งออกทองคำก็ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเช่นกันทั้ง สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม อาทิ การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมทั้งยานยนต์ที่มีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศกลับเข้ามาเพิ่มขึ้น ขณะที่การนำเข้าหด ตัวน้อยลงในทุกหมวด ทั้งการนำเข้าเพื่อการบริโภค การลงทุน และการผลิต โดยในเดือนนี้การนำเข้ามีมูลค่า 12,701 ล้านดอลลาร์ สรอ. หดตัวร้อยละ 18.2 ลดลงจากเดือนก่อนที่หดตัวร้อยละ 33.8

นักท่องเที่ยวต่างประเทศเริ่ม กลับมาท่องเที่ยวในประเทศไทยมากขึ้น โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศในเดือนกันยายนมีจำนวน 1.05 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนร้อยละ 6.2 และอัตราการเข้าพักหลังปรับฤดูกาลเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 48.6 จากร้อยละ 48.0 ในเดือนก่อน การท่องเที่ยวที่ปรับตัวดีขึ้นเป็นผลจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศที่ เป็นตลาดนักท่องเที่ยวหลักของไทย

กำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นจากทั้งในและต่างประเทศส่งผลให้ภาคการผลิตปรับ ตัวดีขึ้น โดยดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (MPI) ทั้งการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเพื่อขายในประเทศและเพื่อการส่งออกปรับตัวดี ขึ้น อาทิ การผลิตอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งระดับการผลิตในเดือนนี้ปรับตัวสูงขึ้นอยู่ในระดับเดียวกับการผลิตช่วง ก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ โดยยังคงมีคำสั่งซื้อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศถึงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ การลงทุนภาคเอกชนปรับตัวดีขึ้นตาม การผลิต โดยดัชนีการลงทุนภาคเอกชน (PII) ปรับตัวสูงขึ้นเป็นลำดับ แต่ยังคงอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับช่วงก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และยานยนต์ การลงทุนที่ดีขึ้นสอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจในเดือนปัจจุบัน และแนวโน้ม 3 เดือนข้างหน้าที่ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

สภาพคล่องในระบบการเงินยัง ปรับตัวสูงขึ้นจากเดือนก่อนเล็กน้อย โดยเงินฝากของสถาบันการเงินเดือนกันยายน 2552 ยายตัวร้อยละ 7.4 ใกล้เคียงกับการขยายตัวในเดือนก่อน ขณะที่สินเชื่อภาคเอกชนขยายตัวในอัตราร้อยละ 0.4 ลดลงจากเดือนก่อนเล็กน้อย แต่ยอดคงค้างสินเชื่อเอกชนเดือนนี้ยังคงสูงกว่าเดือนก่อนจำนวน 39.4 พันล้านบาท ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2

เสถียรภาพภายในและต่างประเทศ อัตรา เงินเฟ้อเริ่มติดลบน้อยลง จากอุปสงค์ทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ปรับตัวดีขึ้นเป็นลำดับและผลจากราคา พลังงานที่ปรับสูงขึ้น อัตราการว่างงานปรับลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า ดุลการชำระเงินเกินดุลสุทธิ ทั้งจากดุลบัญชีเดินสะพัดและเงินทุนเคลื่อนย้ายสุทธิ

สำหรับภาพรวมไตรมาสที่ 3 ปี 2552 เครื่องชี้ทางเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาส 2 ทั้งด้านการใช้จ่ายและการผลิต ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนปรับตัวดีขึ้นบ้าง แต่ยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ การส่งออกในไตรมาส 3 ปรับตัวดีขึ้นมากในการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีสูง (High Tech) ส่วนการส่งออกสินค้าเกษตรและสินค้าที่ใช้เรงงาน (Labor Intensive) ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย

ที่มา. ธนาึคารแห่งประเทศไทย วันที่ 30 ตุลาคม 2552


คำถาม

๑. นักท่องเที่ยวต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้นจากเดือนก่อนร้อยละเท่าไหร่ ?

๒. การลงทุนในภาคเอกชนเป็นการลงทุนในด้านใดบ้าง ?

๓. การส่งออกในเดือนนี้เป็นมูลค่าเท่าไหร่ ?

18 พฤศจิกายน, 2552

ครม.ตีกลับให้ทบทวน กม.ค้าปลีก

จัดทำโดย นส.เบญจรี คงเกษม 5001208058


หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- 5 ชั่วโมง 28 นาทีที่แล้ว
ครม.ตีกลับให้ทบทวน กม.ค้าปลีก
รับลูกอ้างเป็นวาระจร
สั่งรื้อคดี 12 บ.นอมินี

น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวถึงการประชุมคณะรัฐมนตรีที่ไม่สามารถพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ค้าปลีกในที่
ประชุมเมื่อวันที่ 17 พ.ย.52 ซึ่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เห็นว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญซึ่งน่าจะเข้าสู่วาระปกติ
มากกว่าวาระจร ทางกระทรวงพาณิชย์จึงได้ดำเนินการตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี โดยนำกลับไปพิจารณาทำประชาพิจารณ์ ระดม
ความคิดเห็นจากหลายฝ่าย ให้เสร็จภายใน 45 วัน

“ในช่วงที่ผ่านมากรมการค้าภายในได้ทำประชาพิจารณ์ไปแล้วกว่า 20 ครั้ง และได้สรุปรวบรวมข้อมูลเสร็จสิ้นในวันที่ 13 พ.ย.ที่ผ่าน
มา จึงไม่สามารถเสนอ ครม.ในวาระปกติได้ จึงเปลี่ยนเพื่อเสนอเข้าสู่วาระจรแทน ส่วนขั้นต่อไปจะเสนอให้ที่ประชุม ครม.ทันใน
สัปดาห์หน้าหรือไม่ คงต้องขึ้นอยู่กับฝ่ายบริหารของกระทรวงพาณิชย์เป็นผู้เสนอ”

อย่างไรก็ตาม แม้ร่าง พ.ร.บ.ค้าปลีก จะเสนอไม่ทันการพิจารณาสภาผู้แทนราษฎรในช่วงต้นปีหน้า แต่ยังถือว่าด้วยระยะเวลาหรือ
กรอบเวลาก็ยังไม่ถือว่าผิดปกติอะไร เนื่องจากการพิจารณาร่างกฎหมายในขั้นตอนต่างๆ อีกหลายขั้น ซึ่งหลังจากที่ ครม.พิจารณาเห็น
ชอบแล้ว กระบวนการต่อไปจะเข้าสู่ขั้นตอนของกฤษฎีกาในการตรวจสอบ แล้วจึงส่งกลับเข้าสู่ ครม.อีกครั้ง แต่ทั้งนี้คาดว่าน่าจะเสนอ
เข้าสภาฯ ได้ในสมัยหน้า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 17 พ.ย.ที่ผ่านมา กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ประชุมร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เรื่อง
การตรวจสอบกรณีร้องเรียน 12 บริษัทเข้าข่ายถือหุ้นแทนต่างชาติ (นอมินี) ซึ่งการเป็นนอมินีถือว่าเป็นการกระทำผิดตามพ.ร.บ.การ
ประกอบธุรกิจคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ตามนโยบายนายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มอบหมายให้กรม
พัฒนาธุรกิจการค้า เร่งตรวจสอบและเร่งรัดงานที่ค้างการพิจารณาให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

ที่มา . http://www.ryt9.com วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552


คำถาม

ข้อที่ ๑ ทางกระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี โดยนำกลับไปพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ค้าปลีกทำประชาพิจารณ์ ระดม ความคิดเห็นจากหลายฝ่าย ให้เสร็จภายในเวลากี่วัน


ข้อที่ ๒ ในช่วงที่ผ่านมาใครเป็นคนได้ทำประชาพิจารณ์ไปแล้วกว่า 20 ครั้ง แต่ก็ไม่สามารถเสนอ ครม.ในวาระปกติได้


ข้อที่ ๓ แม้ร่าง พ.ร.บ.ค้าปลีก จะเสนอไม่ทันการพิจารณาสภาผู้แทนราษฎรในช่วงต้นปีหน้า แต่ยังถือว่าด้วยระยะเวลาหรือกรอบเวลาก็ยังไม่ถือว่าผิดปกติอะไร เนื่องจากสาเหตุใด